ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น

 
การค้นหาขั้นสูง

433958 กระทู้ ใน 35313 หัวข้อ- โดย 183619 สมาชิก - สมาชิกล่าสุด: sunantha148

26 ตุลาคม 2014, 02:28:53 PM
งานราชการ ชุมชนคนท้องถิ่น : เว็บ community อันดับ 1 ของวงการท้องถิ่นชุมชนการสอบห้องแจกข้อสอบ ขอข้อสอบสำหรับท่านที่โหลดไม่ได้นะครับ ****แนวข้อสอบเพื่อบรรจุครู (ภาคกและข) ****
หน้า: [1]   ลงล่าง
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: สำหรับท่านที่โหลดไม่ได้นะครับ ****แนวข้อสอบเพื่อบรรจุครู (ภาคกและข) ****  (อ่าน 6193 ครั้ง)
KORAT FC_2011™
เซียน(GURU)
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 704


KORAT_FC 2010

KORAT+FC_2010™
อีเมล์
« เมื่อ: 09 กุมภาพันธ์ 2010, 04:14:22 PM »



             คู่มือผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา :
                                การขอขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ
                                และการออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ







               

                   



                        สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา
                                                  สำนักทะเบียนและใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ





คำนำ

          หนังสือ  “คู่มือผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา  :  การขอขึ้นทะเบียนรับ
ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพและการออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ”  เล่มนี้  สำนักงานเลขาธิการ
คุรุสภาจัดทำขึ้นเพื่อเป็นคู่มือสำหรับผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา  และผู้ที่เกี่ยวข้องใช้เป็นแนว
ทางในการจัดทำคำขอ  และยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ  โดยได้อธิบายความหมายและ
รายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา  ประกอบด้วยขั้นตอนการขอ
ขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ  การพิจารณาออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ  และ
แสดงแผนภูมิของขั้นตอนต่าง ๆ  ไว้อย่างชัดเจน  เพื่อให้เกิดความเข้าใจและสามารถปฏิบัติได้
อย่างถูกต้อง



               สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา
       ธันวาคม  ๒๕๔๗










                                     (๑)
                             สารบัญ   
   คำนำ   หน้า
   ส่วนที่  ๑   ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา   
                         -  ความหมายของใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา.......................……………...   ๑
                         -  ผู้ที่ต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา................................………………   ๑
                         -  ผู้ที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา....……………….   ๒
                         -  ประเภทของใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ..............................................……………….   ๒
                         -  อายุใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ...........................................................……………...   ๓
      
   ส่วนที่  ๒   ผู้มีสิทธิขอขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพ   
                         -  ผู้มีสิทธิขอขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพครู................………………   ๓
                         -  ผู้มีสิทธิขอขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา……….   ๔
                         -  ผู้มีสิทธิขอขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพผู้บริหารการศึกษา.………..   ๕
                         -  ผู้มีสิทธิขอขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพบุคลากรทางการศึกษาอื่น...   ๖
      
   ส่วนที่  ๓   ขั้นตอนการขอขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ   
                          -  การจัดเตรียมแบบคำขอและเอกสารหลักฐาน....................................................….   ๗
                          -  การชำระเงินค่าธรรมเนียม..........................................................................……..    ๑๐
                          -  การยื่นแบบคำขอ  (แบบ คส. ๐๑)  .................................................................….   ๑๒
                          -  การออกหนังสือรับรองสิทธิ..............................................................................…   ๑๓
                          -  การส่งแบบคำขอไปยังสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา................................................   ๑๔
      









(๒)
สารบัญ
ภาคผนวก      หน้า
   -  แผนภูมิขั้นตอนการขอขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ   
                และการออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ.......................................................…..   ๑๖
   -  รหัสหน่วยงานต้นสังกัดของผู้ขอขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ..........   ๑๗
   -  รหัสหน่วยงานต้นสังกัด  จำแนกตามประเภทของสถานศึกษาและหน่วยงาน.......   ๑๘
   -  แบบคำขอ  (แบบ คส. ๐๑) .......................................................................…..   ๒๐
   -  ตัวอย่างการกรอกแบบคำขอ  (แบบ คส. ๐๑)  .............................................   ๒๒
   -  หนังสือรับรองสิทธิ.....................................................................................         ๒๓
   -  บัญชีหนังสือรับรองสิทธิ..............................................................................   ๒๔
   -  แบบสรุปข้อมูลผู้ขอขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ (งบหน้า) .........   ๒๕
   -  แบบบัญชีรายชื่อผู้ขอขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู..............…   ๒๖
   -  ใบแจ้งการชำระเงินทางไปรษณีย์ผ่านระบบ  Pay at  Post........................….   ๒๗
   -  ข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ  พ.ศ. ๒๕๔๗ ..............….   ๒๘
      
      










ส่วนที่  ๑ 
ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา


๑.  ความหมายของใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา 
   ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา  เป็นหลักฐานการอนุญาตให้ผู้ประกอบวิชาชีพควบคุมตาม
มาตรา ๔๓ ของพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา  พ.ศ. ๒๕๔๖  เป็นผู้มีสิทธิในการประกอบวิชาชีพ
ซึ่งได้แก่ผู้ปฏิบัติงานในตำแหน่งครู  ผู้บริหารสถานศึกษา  ผู้บริหารการศึกษา  และบุคลากรทางการศึกษาอื่น  ทั้งนี้ 
เป็นไปตามมาตรา  ๕๓  ของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ  พ.ศ.  ๒๕๔๒  ที่กำหนดให้ครู  ผู้บริหารสถานศึกษา
ผู้บริหารการศึกษา  และบุคลากรทางการศึกษาอื่นทั้งของรัฐและเอกชนต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ  ยกเว้น   
บุคลากรทางการศึกษาที่จัดการศึกษาตามอัธยาศัย   การจัดการศึกษาในศูนย์การเรียน  ผู้บริหารการศึกษาระดับ
เหนือเขตพื้นที่การศึกษา  และวิทยากรพิเศษทางการศึกษา  รวมทั้งคณาจารย์  ผู้บริหารสถานศึกษา  และผู้บริหาร
การศึกษาในระดับอุดมศึกษาระดับปริญญา
   ครู  ผู้บริหารสถานศึกษา  ผู้บริหารการศึกษา  และบุคลากรทางการศึกษาอื่น  ประกอบวิชาชีพควบคุมโดย
ไม่ได้รับอนุญาต  หรือแสดงด้วยวิธีการใด ๆ  ให้ผู้อื่นเข้าใจว่าตนมีสิทธิหรือพร้อมที่จะประกอบวิชาชีพ  รวมทั้ง 
สถานศึกษาที่รับผู้มิได้รับใบอนุญาตเข้าประกอบวิชาชีพควบคุมในสถานศึกษา  จะต้องได้รับโทษตามที่กำหนดไว้ใน
พระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา  พ.ศ.  ๒๕๔๖ 

๒.  ผู้ที่ต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา
   ผู้ที่ต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษาได้แก่ผู้ประกอบวิชาชีพควบคุม  ประกอบด้วย  ครู       
ผู้บริหารสถานศึกษา  ผู้บริหารการศึกษา  และบุคลากรทางการศึกษาอื่น  ทั้งของรัฐและเอกชนที่จัดการศึกษาปฐมวัย
การศึกษาขั้นพื้นฐาน  และการศึกษาระดับอุดมศึกษาระดับต่ำกว่าปริญญา  โดยจัดในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย  และ
โรงเรียน  รวมทั้งผู้บริหารหน่วยงานการศึกษาในระดับเขตพื้นที่การศึกษา  โดยจะต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ
ทางการศึกษา  ดังนี้
   ๒.๑  ครู  ต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู   
   ๒.๒ ผู้บริหารสถานศึกษา  ต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู  และใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ
ผู้บริหารสถานศึกษา
   ๒.๓  ผู้บริหารการศึกษา  ต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู  และใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ   
ผู้บริหารการศึกษา
   ๒.๔  บุคลากรทางการศึกษาอื่น   ต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู  และใบอนุญาตประกอบ
วิชาชีพควบคุมอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง


-๒-
๓.  ผู้ที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา
   (๑)  ผู้ที่เข้ามาให้ความรู้แก่ผู้เรียนในสถานศึกษาเป็นครั้งคราวในฐานะวิทยากรพิเศษทางการศึกษา
   (๒)  ผู้ที่ไม่ได้ประกอบวิชาชีพหลักทางด้านการเรียนการสอนแต่ในบางครั้งต้องทำหน้าที่สอนด้วย
   (๓)  นักเรียน  นักศึกษา  หรือผู้รับการฝึกอบรมหรือผู้ได้รับใบอนุญาตปฏิบัติการสอน  ซึ่งทำการฝึกหัด
หรืออบรมในความควบคุมของผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาซึ่งเป็นผู้ให้การศึกษาหรือฝึกอบรม  ทั้งนี้ 
ตามหลักเกณฑ์  วิธีการ  และเงื่อนไขที่คณะกรรมการคุรุสภากำหนด
   (๔)  ผู้ที่จัดการศึกษาตามอัธยาศัย
   (๕)  ผู้ที่ทำหน้าที่สอนในศูนย์การเรียนตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ  หรือสถานที่เรียน
ที่หน่วยงานจัดการศึกษานอกระบบและตามอัธยาศัย  บุคคล  ครอบครัว  ชุมชน  องค์กรชุมชน  องค์กรปกครอง
ส่วนท้องถิ่น  องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ โรงพยาบาล สถาบันทางการแพทย์ 
สถานสงเคราะห์  และสถาบันสังคมอื่นเป็นผู้จัด
   (๖)  คณาจารย์  ผู้บริหารสถานศึกษา  และผู้บริหารการศึกษาในระดับอุดมศึกษาระดับปริญญาทั้งของรัฐ
และเอกชน
   (๗)  ผู้บริหารการศึกษาระดับเหนือเขตพื้นที่การศึกษา
   (๘)  บุคคลอื่นตามที่คณะกรรมการคุรุสภากำหนด  (ขณะนี้ยังไม่ได้กำหนด)

๔.  ประเภทของใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ
   ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา  มี  ๔  ประเภท  คือ
   ๔.๑ ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู  หมายถึง  ใบอนุญาตที่ออกให้แก่ครูซึ่งประกอบวิชาชีพหลัก
ทางด้านการเรียนการสอนและการส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียนด้วยวิธีการต่าง ๆ ในสถานศึกษาปฐมวัย   ขั้นพื้นฐาน
และอุดมศึกษาที่ต่ำกว่าปริญญาทั้งของรัฐและเอกชน  ทั้งนี้  ไม่ว่าจะเป็นผู้ดำรงตำแหน่งครูอยู่ก่อนแล้วตามพระราช
บัญญัติครู  พุทธศักราช ๒๔๘๘ ผู้ที่เป็นครูหรือจะประกอบวิชาชีพครูตามพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทาง
การศึกษา  พ.ศ.  ๒๕๔๖
   ๔.๒ ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา หมายถึง  ใบอนุญาตที่ออกให้แก่ผู้
บริหารสถานศึกษาซึ่งเป็นผู้ฏิบัติงานในตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษาภายในเขตพื้นที่การศึกษา  และสถานศึกษาอื่นที่
จัดการศึกษาปฐมวัย  ขั้นพื้นฐาน   และอุดมศึกษาที่ต่ำกว่าปริญญาทั้งของรัฐและเอกชน
   ๔.๓ ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพผู้บริหารการศึกษา หมายถึง ใบอนุญาตที่ออกให้แก่ผู้บริหาร  การศึกษาซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติงานในตำแหน่งผู้บริหารนอกสถานศึกษาในระดับเขตพื้นที่การศึกษา  เช่น  ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา รองผู้อำนวยการ และตำแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่นซึ่งปฏิบัติงานในตำแหน่งเทียบเท่าผู้บริหารนอกสถานศึกษาระดับเขตพื้นที่การศึกษา


-๓-
๔.๔  ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพบุคลากรทางการศึกษาอื่น  หมายถึง  ใบอนุญาตที่ออกให้แก่บุคลากรทางการศึกษาอื่น  ซึ่งเป็นผู้ทำหน้าที่สนับสนุนการศึกษา   ให้บริการหรือปฏิบัติงานเกี่ยวเนื่องกับการจัด
กระบวนการเรียนการสอน   การนิเทศ  และการบริการการศึกษาให้หน่วยงานการศึกษาต่าง ๆ  ซึ่งหน่วยงานการศึกษากำหนดตำแหน่งให้ต้องมีคุณวุฒิทางการศึกษาตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

๕.  อายุใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ
   ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา  กำหนดไว้ตามข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ
พ.ศ.  ๒๕๔๗   ให้มีอายุใช้ได้คราวละ  ๕   ปี   นับแต่วันออกใบอนุญาต

ส่วนที่  ๒
ผู้มีสิทธิขอขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพ



๑.  ผู้มีสิทธิขอขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพครู
   ๑.๑  ครูซึ่งเป็นสมาชิกคุรุสภา  ตามพระราชบัญญัติครู  พุทธศักราช  ๒๔๘๘  อยู่แล้วก่อนวันที่  ๑๒  มิถุนายน  ๒๕๔๖  ได้แก่
          (๑)  ข้าราชการครู  ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครู  พ.ศ. ๒๕๒๓
         (๒)  พนักงานครูเทศบาล
         (๓)  ข้าราชการกรุงเทพมหานคร  ซึ่งดำรงตำแหน่งประจำในสถานศึกษาของกรุงเทพมหานคร
         (๔)  ผู้ทำการสอนในสถานศึกษาที่อยู่ในความควบคุมของกระทรวงศึกษาธิการ  และได้รับเงินเดือนประจำ
   ๑.๒  ครูซึ่งเป็นสมาชิกคุรุสภาตามพระราชบัญญัติครู  พุทธศักราช  ๒๔๘๘  อยู่แล้ว
ก่อนวันที่  ๑๒  มิถุนายน  ๒๕๔๖  ซึ่งต่อมาลาออกหรือเกษียณอายุราชการ  หรือพ้นจากหน้าที่ครู
   ๑.๓  ผู้ที่ประกอบวิชาชีพครู  ซึ่งบรรจุและแต่งตั้งตั้งแต่วันที่พระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากร
ทางการศึกษาใช้บังคับ  หรือวันที่  ๑๒  มิถุนายน  ๒๕๔๖  และมีวุฒิปริญญาทางการศึกษา  หรือปริญญาอื่นที่ ก.ค.  กำหนดให้เป็นคุณวุฒิที่ใช้ในการบรรจุและแต่งตั้งเป็นข้าราชการครูก่อนวันที่พระราชบัญญัติ
สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา  พ.ศ. ๒๕๔๖ ใช้บังคับ



-๔-
   ๑.๔  ครูอัตราจ้าง  ตามสัญญาจ้างที่มีวุฒิปริญญาทางการศึกษา  หรือปริญญาอื่นที่  ก.ค. กำหนดให้เป็น
คุณวุฒิที่ใช้ในการบรรจุและแต่งตั้งเป็นข้าราชการครูก่อนวันที่พระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา   
พ.ศ. ๒๕๔๖  ใช้บังคับ
   ๑.๕  ผู้ประสงค์จะประกอบวิชาชีพครู  ได้แก่ผู้ที่ยังไม่ได้ประกอบวิชาชีพครูที่มีความประสงค์
จะประกอบวิชาชีพครู  และมีวุฒิปริญญาทางการศึกษา  หรือปริญญาอื่นที่ ก.ค. กำหนดให้เป็นคุณวุฒิที่ใช้ในการ
บรรจุและแต่งตั้งเป็นข้าราชการครูก่อนวันที่พระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๖ ใช้บังคับ
   ๑.๖  ผู้ประกอบวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา  ได้แก่ผู้ที่ดำรงตำแหน่งเป็นผู้บริหารสถานศึกษา
และรองผู้บริหารสถานศึกษา  หรือผู้ช่วยผู้บริหารการศึกษา  เช่น  ครูใหญ่  ผู้ช่วยครูใหญ่  อาจารย์ใหญ่ 
ผู้ช่วยอาจารย์ใหญ่  ผู้อำนวยการ  รองผู้อำนวยการ  หรือผู้ช่วยผู้อำนวยการสถานศึกษา  เป็นต้น
   ๑.๗  ผู้ประกอบวิชาชีพผู้บริหารการศึกษา  ได้แก่ผู้ที่ดำรงตำแหน่งเป็นผู้ทำหน้าที่เกี่ยวกับการ
ให้การศึกษาที่ไม่สังกัดโรงเรียน  วิทยาลัย  หรือสถานศึกษาที่เรียกชื่ออย่างอื่นของกระทรวงศึกษาธิการ  ในระดับเขต
พื้นที่การศึกษา  เช่น  ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา  รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา  หรือ
ตำแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่นซึ่งปฏิบัติงานในตำแหน่งเทียบเท่าผู้บริหารนอกสถานศึกษาระดับเขตพื้นที่การศึกษา
   ๑.๘  ผู้ประกอบวิชาชีพบุคลากรทางการศึกษาอื่น  ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

๒. ผู้มีสิทธิขอขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา
   ๒.๑  ผู้บริหารสถานศึกษา  ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้บริหารและให้การศึกษาในหน่วยงานทางการศึกษา
ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครู พ.ศ. ๒๕๒๓  หรือกฎหมายอื่นอยู่แล้ว
ก่อนวันที่ ๑๒ มิถุนายน  ๒๕๔๖  เช่น
         (๑)  ผู้ช่วยครูใหญ่
         (๒)  ครูใหญ่
         (๓)  ผู้ช่วยอาจารย์ใหญ่
         (๔)  อาจารย์ใหญ่
         (๕)  ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงเรียน  หรือผู้ช่วยผู้อำนวยการวิทยาลัย
         (๖)  ผู้อำนวยการโรงเรียน  หรือผู้อำนวยการวิทยาลัย
         (๗) ตำแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่นในหน่วยงานทางการศึกษาตามที่  ก.ค. กำหนดให้เป็นตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา




-๕-
   ๒.๒  ผู้บริหารสถานศึกษา  ซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในวันที่พระราชบัญญัติ
สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา  พ.ศ. ๒๕๔๖  ใช้บังคับ  หรือวันที่  ๑๒  มิถุนายน  ๒๕๔๖
เป็นต้นไป
   ๒.๓  ผู้ที่มีความประสงค์จะประกอบวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา  ได้แก่  ผู้ที่ยังไม่ได้
ประกอบวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา  และมีความประสงค์จะประกอบวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา

๓. ผู้มีสิทธิขอขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพผู้บริหารการศึกษา 
   ๓.๑  ผู้บริหารการศึกษา  ซึ่งปฏิบัติงานในตำแหน่งผู้บริหารนอกสถานศึกษาในระดับ
เขตพื้นที่การศึกษา  ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครู  พ.ศ. ๒๕๒๓ หรือกฎหมายอื่น
เช่น   

(๑)   ผู้ช่วยศึกษาธิการอำเภอ
(๒)   ศึกษาธิการอำเภอ
(๓)   ผู้ช่วยศึกษาธิการจังหวัด
(๔)   ศึกษาธิการจังหวัด
(๕)   ผู้ช่วยศึกษาธิการเขต
(๖)   ศึกษาธิการเขต
(๗)   ผู้ช่วยหัวหน้าการประถมศึกษากิ่งอำเภอ)
(๘)   หัวหน้าการประถมศึกษากิ่งอำเภอ
(๙)   ผู้ช่วยหัวหน้าการประถมศึกษาอำเภอ
(๑๐)   หัวหน้าการประถมศึกษาอำเภอ
(๑๑)   ผู้ช่วยผู้อำนวยการการประถมศึกษาจังหวัด
(๑๒)   ผู้อำนวยการการประถมศึกษาจังหวัด
(๑๓)   ผู้ช่วยผู้อำนวยการการประถมศึกษากรุงเทพมหานคร
(๑๔)   ผู้อำนวยการการประถมศึกษากรุงเทพมหานคร
(๑๕)   ผู้ช่วยผู้อำนวยการสามัญศึกษาจังหวัด
(๑๖)   ผู้อำนวยการสามัญศึกษาจังหวัด
(๑๗)   ผู้ช่วยผู้อำนวยการสามัญศึกษากรุงเทพมหานคร
(๑๘)   ผู้อำนวยการสามัญศึกษากรุงเทพมหานคร



(๑๙)                                               -๖-
รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา
(๒๐)   ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา
(๒๑)   รองผู้อำนวยการสำนักการศึกษาเทศบาล
(๒๒)   ผู้อำนวยการสำนักการศึกษาเทศบาล
(๒๓)   ผู้ช่วยศึกษาธิการเขตในสำนักงานเขต  กรุงเทพมหานคร
(๒๔)   ศึกษาธิการเขตในสำนักงานเขต  กรุงเทพมหานคร
(๒๕)   ตำแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่นซึ่งมิใช่ตำแหน่งข้าราชการพลเรือนสามัญตามที่  ก.ค. กำหนด
                                    ให้เป็นตำแหน่งผู้บริหารการศึกษา

   ๓.๒  ผู้บริหารการศึกษา  ซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในวันที่พระราชบัญญัติสภาครู
และบุคลากรทางการศึกษา  พ.ศ. ๒๕๔๖  ใช้บังคับ  หรือวันที่  ๑๒  มิถุนายน  ๒๕๔๖  เป็นต้นไป
   ๓.๓  ผู้ประสงค์จะประกอบวิชาชีพผู้บริหารการศึกษา

๔.  ผู้มีสิทธิขอขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพบุคลากรทางการศึกษาอื่น   
ตามที่กฎกระทรวงกำหนด 


ส่วนที่  ๓ 
ขั้นตอนการขอขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ


         การขอขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู  ผู้บริหารสถานศึกษา  ผู้บริหารการศึกษา 
และบุคลากรทางการศึกษาอื่น  มีขั้นตอนดังนี้
๑. การจัดเตรียมแบบคำขอและเอกสารหลักฐาน
๒. การชำระเงินค่าธรรมเนียม
๓. การยื่นแบบคำขอ  (แบบ คส. ๐๑) 
๔. การออกหนังสือรับรองสิทธิ
๕. การส่งแบบคำขอไปยังสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา



-๗-
๑.  การจัดเตรียมแบบคำขอและเอกสารหลักฐาน

    ๑.๑  การขอรับแบบคำขอ
        ผู้ที่มีความประสงค์จะขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพ  สามารถขอรับแบบคำขอขึ้น
ทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ  (แบบ คส. ๐๑)  ได้ที่สำนักทะเบียนและใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ
สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา  อาคารหอประชุมคุรุสภา  ชั้น ๓ ถนนนครราชสีมา  แขวงดุสิต  เขตดุสิต 
กรุงเทพฯ  ๑๐๓๐๐   โทร. ๐-๒๒๘๒-๑๘๕๔, ๐-๒๒๘๐-๖๒๒๗, ๐-๒๒๘๐-๖๓๖๗   หรือดาวน์โหลดแบบคำขอ
ได้ที่เว็บไซต์ของคุรุสภา http://www.ksp.or.th   (ตามตัวอย่างในภาคผนวก)
     ๑.๒  การกรอกแบบคำขอ 
         ด้านหน้าของแบบคำขอเป็นข้อมูลส่วนตัวของผู้ประกอบวิชาชีพ  ซึ่งผู้ยื่นคำขอทุกคนต้องกรอกข้อความ
ในแบบคำขอให้ถูกต้องครบถ้วนโดยละเอียดตามความเป็นจริง  ด้วยลายมือที่ชัดเจน  อ่านง่าย  หรือพิมพ์
         ๑.๒.๑  ขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู
         (๑)  กรอกข้อความตามแบบ  คส. ๐๑
         (๒)  ติดรูปถ่ายในแบบคำขอ  ๑  รูป  และส่งไปพร้อมหลักฐานอื่น  ๑  รูป  ทั้งนี้  ให้เขียนชื่อ - นามสกุล
ด้านหลังรูปถ่ายด้วย
         (๓)  คำนำหน้าชื่อ  (นาย/นาง/นางสาว)  ให้วงกลมหรือขีดเส้นใต้  หากมียศหรือฐานันดรศักดิ์นำหน้า
ให้ระบุไว้ด้วย
         (๔)  สัญชาติ  ต้องกรอกให้ชัดเจน  โดยระบุชื่อเต็มของประเทศ  เช่น  ไทย  จีนไต้หวัน  จีนฮ่องกง
หรือสาธารณรัฐประชาชนจีน  เป็นต้น
         (๕)  ชื่อ – นามสกุล  ภาษาอังกฤษ  ให้ใช้ตัวอักษรพิมพ์ใหญ่  โดยเว้นช่องว่างระหว่างชื่อ - นามสกุล
จำนวน  ๒  ช่อง  และไม่ต้องกรอกคำนำหน้าชื่อ
         (๖)  วัน  เดือน  ปี  เกิด  ให้กรอกเป็นตัวเลข  หากเป็นเลขตัวเดียวให้ใส่  ๐ นำหน้า  เช่น   วันที่   ๗
ใส่    ๐   ๗     เป็นต้น
         (๗)  คำว่า  “วุฒิการศึกษา”  หมายถึง  วุฒิการศึกษาทั่วไป  เช่น  ปวช., ปวส., บช.บ., น.บ. เป็นต้น
และคำว่า  “วุฒิทางการศึกษา”  หมายถึง  วุฒิที่จบทางด้านการศึกษา  เช่น  ปกศ., พ.ม., กศ.บ., ค.บ.  เป็นต้น
         (๘)  การกรอกที่อยู่ให้ใส่ที่อยู่ปัจจุบัน  ในกรณีที่ไม่ได้อาศัยในที่อยู่ตามทะเบียนบ้าน  และมีหมายเลข
โทรศัพท์ที่ติดต่อได้  เพื่อสะดวกแก่เจ้าหน้าที่ในการติดต่อกรณีเอกสารหลักฐานไม่ครบถ้วนหรือไม่ถูกต้อง
         (๙)  สถานที่ทำงาน  ให้กรอกสถานที่ที่ปฏิบัติงานอยู่  ณ  วันที่ยื่นแบบคำขอ
       (๑๐)  สังกัด  ให้ใส่หน่วยงานต้นสังกัดของผู้ขอขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ  เช่น 
สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน  สังกัดสำนักบริหารงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน 
เป็นต้น


-๘-

        (๑๑)  ข้อความ  “มีความประสงค์จะขอยื่นคำขอ”          ให้ทำเครื่องหมาย    ในช่อง 
  ขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ กรณีขอขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ 
         โดยให้ทำเครื่องหมาย    ใน    เพียงหนึ่งตำแหน่งต่อหนึ่งแบบคำขอ  เช่น  ปัจจุบันดำรง
ตำแหน่งครู  ก็ให้ทำเครื่องหมาย  ลงใน    ครู
         (๑๒)  การลงลายมือชื่อ  ผู้ขอรับใบอนุญาตจะต้องลงลายมือชื่อในแบบคำขอด้วยตนเอง  จะให้บุคคลอื่น
ลงลายมือชื่อแทนไม่ได้
      ๑.๒.๒  ขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษา 
และบุคลากรทางการศึกษาอื่น
                  สำหรับผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา  ผู้บริหารการศึกษา  และบุคลากรทางการศึกษาอื่น 
ให้ยื่นคำขอ      ขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ  ตำแหน่ง    ครู  ก่อนเป็นใบแรก  และหาก
ประสงค์จะใช้สิทธิยื่นคำขอใบอนุญาตตามตำแหน่งของตน  ให้กรอกแบบคำขออีกฉบับหนึ่ง  โดยฉบับนี้ให้ทำ
เครื่องหมาย ลงใน  ผู้บริหารสถานศึกษา  ผู้บริหารการศึกษา  หรือ   บุคลากรทางการศึกษาอื่น แล้วแต่กรณี

   ๑.๓  การเตรียมเอกสารหลักฐาน
      ผู้ขอรับใบอนุญาตต้องตรวจสอบเอกสารหลักฐานประกอบแบบคำขอให้ครบถ้วน  พร้อมทั้งลงลายมือชื่อ
รับรองความถูกต้องในสำเนาเอกสารหลักฐานทุกฉบับ 
      ๑.๓.๑  ครู  ผู้บริหารสถานศึกษา  ผู้บริหารการศึกษา  และบุคลากรทางการศึกษาอื่น 
ที่ประกอบวิชาชีพอยู่แล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๖
ใช้บังคับ   (ก่อนวันที่  ๑๒  มิถุนายน  ๒๕๔๖)  เอกสารหลักฐาน  ได้แก่
      (๑)  แบบคำขอ  (แบบ คส. ๐๑) 
      (๒) สำเนาทะเบียนบ้าน หรือสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน หรือสำเนาบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ
      (๓)  สำเนาบัตรประจำตัวสมาชิกคุรุสภา  หรือสำเนาหนังสือรับรองการเป็นสมาชิกคุรุสภา หรือหลักฐานอื่น
ที่ใช้แทนกันได้  ได้แก่
(ก)   หนังสือรับรองการเป็นครูผู้สอนจากผู้บังคับบัญชาในสถานศึกษา โดยรับรองว่าเป็นครูก่อน
วันที่  ๑๒  มิถุนายน  ๒๕๔๖  หรือ 
         (ข)  สำเนาคำสั่งบรรจุแต่งตั้ง  หรือสำเนา  ก.พ. ๗  หรือสมุดประวัติ  หรือ
(ง)   สำเนาสมุดประจำตัวครู  สังกัดสำนักบริหารงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน
      (๔)  สำเนาใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู  (กรณีขอขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ 
ผู้บริหารสถานศึกษา  ผู้บริหารการศึกษา  หรือบุคลากรทางการศึกษาอื่น)


-๙-

      (๕)  รูปถ่ายหน้าตรงครึ่งตัว  ไม่สวมแว่นตาดำ  ขนาด  ๑  นิ้ว   ถ่ายไว้ไม่เกิน  ๖  เดือน  จำนวน ๒ รูป
และไม่รับรูปถ่ายจากคอมพิวเตอร์  ให้ติดในแบบคำขอ ๑ รูป  ส่งพร้อมหลักฐานอื่น ๑ รูป  โดยเขียน ชื่อ - นามสกุล 
หลังรูปถ่ายด้วย
      (๖)  หลักฐานการชำระเงินค่าธรรมเนียม  ในอัตราที่กำหนดตามประกาศของรัฐมนตรี  กรณีชำระด้วยระบบ
 Pay at Post  ณ  ที่ทำการไปรษณีย์ทุกสาขาทั่วประเทศ

      ๑.๓.๒  ครู  ผู้บริหารสถานศึกษา  ผู้บริหารการศึกษา  บุคลากรทางการศึกษาอื่น  และ
ครูอัตราจ้าง  ที่ประกอบวิชาชีพตั้งแต่วันที่พระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา   
พ.ศ. ๒๕๔๖  ใช้บังคับ   (ตั้งแต่วันที่  ๑๒  มิถุนายน  ๒๕๔๖)  เอกสารหลักฐาน  ได้แก่
      (๑)  แบบคำขอ  (แบบ คส. ๐๑) 
      (๒)  สำเนาทะเบียนบ้าน  หรือสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน   หรือสำเนาบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ
      (๓)  สำเนาหลักฐานแสดงวุฒิการศึกษา 
      (๔)  สำเนาใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู  (กรณีขอขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ 
ผู้บริหารสถานศึกษา  ผู้บริหารการศึกษา  หรือบุคลากรทางการศึกษาอื่น)
      (๕)  รูปถ่ายหน้าตรงครึ่งตัว  ไม่สวมแว่นตาดำ  ขนาด  ๑  นิ้ว   ถ่ายไว้ไม่เกิน  ๖  เดือน  จำนวน ๒ รูป
และไม่รับรูปถ่ายจากคอมพิวเตอร์  ให้ติดในแบบคำขอ ๑ รูป  ส่งพร้อมหลักฐานอื่น ๑ รูป  โดยเขียน ชื่อ - นามสกุล 
หลังรูปถ่ายด้วย
      (๖)  หลักฐานการชำระเงินค่าธรรมเนียม  ในอัตราที่กำหนดตามประกาศของรัฐมนตรี  กรณีชำระด้วยระบบ 
Pay at Post   ณ  ที่ทำการไปรษณีย์ทุกสาขาทั่วประเทศ
      ๑.๓.๓  ผู้ที่ประสงค์จะประกอบวิชาชีพครู   เอกสารหลักฐาน  ได้แก่
      (๑)  แบบคำขอ  (แบบ คส. ๐๑) 
      (๒)  สำเนาทะเบียนบ้าน  หรือสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน   หรือสำเนาบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ
      (๓)  สำเนาหลักฐานแสดงวุฒิการศึกษา 
      (๔)  รูปถ่ายหน้าตรงครึ่งตัว  ไม่สวมแว่นตาดำ  ขนาด  ๑  นิ้ว   ถ่ายไว้ไม่เกิน  ๖  เดือน  จำนวน ๒ รูป
และไม่รับรูปถ่ายจากคอมพิวเตอร์  ให้ติดในแบบคำขอ ๑ รูป  ส่งพร้อมหลักฐานอื่น ๑ รูป  โดยเขียน ชื่อ - นามสกุล 
หลังรูปถ่ายด้วย
(๕)  หลักฐานการชำระเงินค่าธรรมเนียม  ในอัตราที่กำหนดตามประกาศของรัฐมนตรี  กรณีชำระ
ด้วยระบบ Pay at Post  ณ ที่ทำการไปรษณีย์ทุกสาขาทั่วประเทศ



-๑๐-
๒.  การชำระเงินค่าธรรมเนียม

   การขอขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ  มีอัตราค่าธรรมเนียมในอัตราที่กำหนดตามประกาศของ
รัฐมนตรี  ซึ่งการชำระเงินค่าธรรมเนียมขึ้นทะเบียนใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพ  ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ประกอบวิชาชีพ   
อยู่แล้วหรือผู้ที่ยังไม่ได้ประกอบวิชาชีพ  กำหนดให้ชำระ  ๒  วิธี  ได้แก่
      ๒.๑  การชำระเงินค่าธรรมเนียมผ่านบริษัท  ไปรษณีย์ไทย  จำกัด
      ๒.๒  การชำระเป็นเงินสด  ณ  สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา
   ๒.๑  การชำระเงินค่าธรรมเนียมผ่านบริษัท   ไปรษณีย์ไทย   จำกัด   โดยระบบ 
Pay at  Post  ณ ที่ทำการไปรษณีย์สาขา    ๑,๑๔๙  แห่ง  และศูนย์ไปรษณีย์ย่อยสาขา  จำนวน  ๑๕  แห่ง
ทั่วประเทศ 
   ก.  กรณีชำระเงินค่าธรรมเนียมโดยสถานศึกษา  หรือหน่วยงานต้นสังกัด 
มีขั้นตอนและวิธีการ  ดังนี้
      (๑)  ผู้ประกอบวิชาชีพครู / ผู้บริหารสถานศึกษา / ผู้บริหารการศึกษา  หรือบุคลากรทางการ
ศึกษาอื่น  นำใบแจ้งการชำระเงินพร้อมด้วยเงินค่าธรรมเนียมตามอัตราที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด  แบบคำขอขึ้น
ทะเบียนรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพครู  ที่กรอกข้อความครบถ้วนสมบูรณ์  และเอกสารหลักฐานประกอบ
แบบคำขอยื่นต่อผู้บริหารสถานศึกษา  หรือหน่วยงานต้นสังกัดแล้วแต่กรณี  หนึ่งคนต่อ  ๑  ชุด
      (๒)  สำหรับผู้ประกอบวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา/ ผู้บริหารการศึกษา  หรือบุคลากรทางการ
ศึกษาอื่น   หากประสงค์จะใช้สิทธิขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพตามตำแหน่งของตน  แล้วแต่กรณี  จะต้องกรอก
ใบแจ้งการชำระเงินและแบบคำขออีก๑ชุด และชำระเงินค่าธรรมเนียมขอขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ 
สำหรับตำแหน่งนั้นเพิ่มเติม   แต่ในระยะแรกขอให้ใช้สิทธิขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูก่อน
         (๓)  สถานศึกษาหรือหน่วยงานต้นสังกัดรวบรวมแบบแจ้งการชำระเงิน  พร้อมด้วยเงินค่าธรรมเนียม
ตามอัตราที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด  แล้วมอบหมายให้ผู้แทนสถานศึกษานำใบแจ้งการชำระเงิน  พร้อมด้วยเงิน
ค่าธรรมเนียมไปดำเนินการชำระเงิน  ณ  ที่ทำการไปรษณีย์สาขาที่สะดวก   ในกรณีที่สถานศึกษาไม่สามารถรวบรวม
ให้ได้   ให้ผู้ประกอบวิชาชีพนำใบแจ้งการชำระเงินไปชำระด้วยตนเอง  ณ ที่ทำการไปรษณีย์  แล้วนำใบเสร็จรับเงิน
มาแนบแบบคำขอเสนอผู้บริหารเพื่อดำเนินการตามข้อ  (๖)  ต่อไป   
         (๔)  ตัวแทนผู้ไปดำเนินการแจ้งแก่พนักงานไปรษณีย์สาขา  ขอใช้บริการระบบ  Pay  at   Post   
เพื่อชำระเงินค่าขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพ  พร้อมทั้งส่งใบแจ้งการชำระเงินค่าธรรมเนียมและเงิน
ค่าธรรมเนียมที่รวบรวมมาทั้งหมดให้แก่พนักงานไปรษณีย์  เพื่อบันทึกข้อมูลลงในระบบคอมพิวเตอร์
         (๕)  พนักงานไปรษณีย์จะออกใบเสร็จรับเงินหรือหลักฐานก


บันทึกการเข้า

KORAT FC_2011™
เซียน(GURU)
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 704


KORAT_FC 2010

KORAT+FC_2010™
อีเมล์
« ตอบ #1 เมื่อ: 09 กุมภาพันธ์ 2010, 04:18:24 PM »



แนวข้อสอบบรรจุครู1/2548
แนวข้อสอบ จากข้อสอบบรรจุครูเมื่อปีที่แล้ว เท่าที่ผมพอจะนึกออกมีดังนี้
(ส่วนคำตอบนั้นเป็นหน้าที่ของคุณที่จะหาคำตอบด้วยตัวของตัวเอง)
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
1.มีข้อหนึ่งถามว่า.. ข้อใดต่อไปนี้เป็นเศรษกิจพอเพียงตามพระราชดำริของในหลวง....
2.ถามว่า ไทยได้ลงนามทำเขตการค้าเสรี (free trad) กับประเทศใดบ้าง...
3.ประเทศไทยกำหนดราคาน้ำมันโดยยึดประเทศใดเป็นเกณฑ์......... เดิมทีผมเข้าใจว่า ...........อเมริกา.........แต่ไม่ใช่ +++++++++ลองหาคำตอบเอาเอง++++++
4. ข้อใดต่อไปนี้คือการเรียน ที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง
5.ผู้ที่ประกอบวิชาชีพครูโดยไม่ได้รับใบอนุญาติ มีโทษสถานใด +
6.โจทย์ถามว่าข้อใดเขียนผิด+ คำตอบคือ+++++++++ผลัดวันประกันพรุ่ง+++++ ++++++++(ผิดอย่างไรหาคำตอบเอาเอง)
7.ข้อใดต่อไปนี้สามารถประกอบวิชาชีพครูได้โดยไม่ต้องมีใบอนุญาติ 1.ครู++++++++2.ผู้อำนวยการศึกษา+++ 3.คณาจารย์
8.ถามว่า++++++ใครทำหน้าที่ออกใบอนุญาตวิชาชีพครู
9.ถามเกี่ยวกับ++++++การนับอายุเด็กเพื่อเข้าเรียนในการศึกษาภาคบังคับนับอย่างไร
10.ถามเกี่ยวกับ การเสียสิทธิเลือกตั้ง การเข้าชื่อห้าหมื่นคนเพื่อออกกฏหมาย
11.หากมีการยุบสภา จะต้อง เลือกจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ภายในกี่วัน
12.++++++++ข้อใดต่อไปนี้ไม่ใช่หน้าที่ของ คุรุสภา (จำช้อยไม่ได้)
13.สมาชิก รัฐสภามีกี่คน+++++++200+++++500++++700++
14.++++++++++++ถามเกี่ยวกับ มาตรการที่สาม คืออะไร
15.+++ศูนย์การเรียนตาม พรบ. คืออะไร
16.ถามว่า+++ประเทศไทยเสียเปรียบดุลการค้าให้แก่ประเทศใด+++
17.++++ข้อใดคือผลิตภัณมวลรวมระหว่างประเทศ++
18.++++อีกข้อถามเกี่ยวกับศาลปกครอง+++ ++++ถามว่า+++ศาลปกครองมีกี่ชั้นอะไรบ้าง++
19.หลักสูตรการศึกษามีอะไรบ้าง+++++++++
20.ผู้ที่ที่หน้าที่++++++ประเมินการศึกษาจากภายนอกคือใคร+++และกี่ปีถึงประเมิน 1 ครั้ง++
21.สมศ.............มีฐานะเป็นอะไร+++++++ ขัอเลือกจะเป็น+++นิติบุคล+++องกรณ์ของรัฐ++องกรมหาชน++++++++อะไรประมานนี้
22.โจทย์อีกข้อโจทย์ถามว่า รายวิชาใดต่อไปนี้ไม่ได้อยู่ในหลักสูตร การศึกษาขั้นพื้นฐาน++ +++คำตอบก็จะเป็น วิทย์+++คณิตย+++การงานและพ้นฐานอาชีพ++สร้างเสริมล้กษณะนิสัย++
23.ถามว่า การโต้วาที่ ในการเลือกตั้ง ประธานาธิปบดีของสหรัฐจะทำกี่ครั้ง
24.ถามว่า พาราลิมปิกเกม ครั้ง ล่าสุดนี้เป็นครั้ง ที่เท่าไหร
25.ถามว่า ประเทศใดที่มีการเลือกตั้งระดับประเทศครั้งล่าสุด
26.เป็นเรื่องเกี่ยวกับ สุภาษิต/คำพังเผย เกี่ยกับ เข็ญครกขึ้นภูเขา++งมเข็มในมหาสมุทร ประมาณนี้
27.เป็นเรื่องเกี่ยวกับ อุปมาอุปมัย โดยโจทย์กำหนดความสัมพันธ์มาให้คู่หนึ่งแล้วให้หาความสัมพันธ์ของครู่ถัดไปที่สำพันธ์กับครูแรก เช่น น้ำเงิน : ฟ้า ?? :: ??
1. แดง : ส้ม
2. เขียง : เหลือง
3. ดำ : ขาว
ประมาณนี้
28.ประเทศใดที่มีการปกครองระบอบประชาธิปไตย แต่ใช้ระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม
29.ข้อใดไม่ใช่ลักษณะของระบบเศรษฐกิจ แบบทุนนิยม
30.ข้อใดไม่ใช่รายรับของรัฐบาล จำตัวเลือกไม่ได้ครับ
31.สุภาษิต เหนือบ่ากว่าแรงคือข้อใด
32.คำว่า ขาดตลาด หมายความว่าอย่างไร
33.หน่วยงานใดทำหน้าที่เสนอนโยบายและแผนการศึกษาแห่งชาติ
34.ข้อใดไม่ใช่โทษทางวินัยของข้าราชการในปัจจุบัน
35.พรบ.การศึกษาแห่งชาติ 2542 (ฉบับแก้ไข 2545) กล่าวถึงคุณลักษณะที่พึงประสงค์ในเรื่องใด
1. การเป็นพลเมืองดีของประเทศชาติ
2. การดำรงชีวิตและประกอบอาชีพ
ประมาณนี้
 
++นึกออกเท่านี้แหละ ที่เหลือส่วนใหญ่จะเป็นภาษาไทย มีเรื่องมาให้อ่านแล้วโจทย์จะถามเกี่ยวกับประเด็นสำคัญ จากเรื่องที่อ่าน ประมาณนี้+++++

บันทึกการเข้า

KORAT FC_2011™
เซียน(GURU)
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 704


KORAT_FC 2010

KORAT+FC_2010™
อีเมล์
« ตอบ #2 เมื่อ: 09 กุมภาพันธ์ 2010, 04:19:25 PM »



พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546

1.     พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ ดี พ.ศ. 2546 ได้ตราขึ้นตาม กฎหมาย     ข้อใด

        ก.  กฎหมายรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางการปกครอง พ.ศ.2539

        ข.  พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดินและพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางการปกครอง พ.ศ.2539

        ค.  กฎหมายรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน

        ง.  ถูกทุกข้อ

2.     ในทางปฏิบัติราชการส่วนใดจะปฏิบัติเมื่อใดต้องมีเงื่อนไขอย่างไร ใครเป็นผู้กำหนดให้ปฏิบัติตามพระราช กฤษฎีกานี้

        ก.  ผู้ว่าราชการจังหวัด                                                                ข.  รัฐมนตรีว่าการกระทรวง

        ค.  นายกรัฐมนตรี                                                                        ง.  คณะรัฐมนตรี

3.     ใครมีหน้าที่ให้ข้อเสนอแนะ (แก่คณะรัฐมนตรี) ก่อนจะปฏิบัติตามพระราชกฤษฎีกานี้ในการที่จะให้ส่วนราชการปฏิบัติเมื่อใดและจะต้องมีเงื่อนไขอย่างใดบ้าง

        ก.  คณะรัฐมนตรี                                                                         ข.  ก.พ.

    ค.  ก.พ                                          ง.  ก.พ.อ.

4.     คำว่า "ส่วนราชการ" ตามความหมายพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ ดี พ.ศ.2546 นั้นให้ความหมายถึงส่วนราชการตามกฎหมายข้อใด

        ก.  ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ     

        ข.  ตามกฎหมายระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน

        ค.  ตามกฎหมายว่าด้วยการปรับปรุงกระทรวง ทบวงกรม

        ง.  ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี

5.     การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีนั้นจะต้องบริหารราชการให้บรรลุเป้าหมายทั้งหมดกี่ประการ

        ก.  7 ประการ                                                                                ข.  6  ประการ

        ค.  5 ประการ                                                                                ง.  4 ประการ

6.     การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีนั้นเป้าหมายสูงสุดคือข้อใด

        ก.  เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ

        ข.  เกิดประโยชน์สูงสุดของประชาชน

        ค.  ประชาชนได้รับการอำนวยความสะดวกและได้รับการตอบสนองความต้องการ

        ง.  เกิดผลคุ้มค่าในเชิงภารกิจของรัฐ

7.     ความบริหารของการเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนมีเป้าหมายเพื่อให้เกิดผลตามข้อใด

        ก.  ความผาสุขของประชาชน

        ข.  ความอยู่ดีของประชาชน

        ค.  ความสงบสุขเรียบร้อยของประชาชน
บันทึกการเข้า

KORAT FC_2011™
เซียน(GURU)
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 704


KORAT_FC 2010

KORAT+FC_2010™
อีเมล์
« ตอบ #3 เมื่อ: 09 กุมภาพันธ์ 2010, 04:19:46 PM »



        ง.  ถูกต้องทั้งหมด

8.     ในการบริหารราชการเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนส่วนราชการจะต้องดำเนินการโดยเอาอะไรเป็นศูนย์กลางในการบริหารกิจการ

        ก.  หน่วยราชการ                                                                         ข.  ประเทศ

        ค.  สังคมและชุมชน                                                                    ง.  ประชาชน

9.     ในการกำหนดภารกิจของรัฐและส่วนราชการจะต้องเป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์ความสุขของประชาชนและจะ     สอดคล้องตามข้อใด

        ก.  สอดคล้องกับกฎหมายรัฐธรรมนูญและ ก.พ.ร.กำหนด

        ข.  สอดคล้องกับแนวนโยบายแห่งรัฐและนโยบายของคณะรัฐมนตรี

        ค.  สอดคล้องกับนโยบายของคณะรัฐมนตรีและแนสนโยบายกระทรวง

        ง.  สอดคล้องกับยุทธศาสตร์และวิสัยทัศน์การพัฒนาประเทศ

10.  ในการบริหารราชการเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนนั้นส่วนราชการจะต้องต้องมีแนวทางในการบริหารราชการกี่ประการ

        ก.  5 ประการ                                                                                ข.  6 ประการ

        ค.  7 ประการ                                                                                ง.  8 ประการ

11.  ส่วนราชการใดที่จะต้องดำเนินการให้เกิดประโยชน์สูงสุดของประชาชนนั้นจะต้องมีการกำหนดแนวทางการ  บริหารราชการตามข้อใดเป็นอันดับแรก

        ก.  กำหนดภารกิจการบริหารกิจการราชการให้สอดคล้องกับแนวนโยบายของรัฐ

        ข.  จะต้องมีการศึกษาวิเคราะห์ผลดีผลเสียให้ครบทุกด้านที่กระทบต่อประชาชน

        ค.  ศึกษาปัญหาและอุปสรรคก่อนการดำเนินการแล้วปรับปรุงโดยเร็ว

        ง.  ถูกทุกข้อที่กล่าวมา

12.  ในทางปฏิบัติหากมีกรณีที่เกิดปัญหาและอุปสรรคจากการดำเนินการให้ส่วนราชการปฏิบัติตามข้อใด

        ก.  แก้ไขปัญหาและอุปสรรคนั้นโดยเร็ว

        ข.  แจ้งเรียนส่วนราชการอื่นที่เกี่ยวข้องได้ทราบปัญหา

        ค.  แจ้ง ก.พ.ร. ให้รับทราบ

        ง.  แจ้งผู้บังคับบัญชาให้แก้ไขระเบียบข้อบังคับมันโดยเร็ว

13.  ในการบริหารราชการเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐส่วนราชการจะต้องปฏิบัติภารกิจนั้นจะต้องดำเนินการตามข้อใดเป็นอันดับแรก

        ก.  จัดทำแบบปฏิบัติราชการโดยมีรายละเอียดของขั้นตอนระยะเวลาและงบประมาณตลอดจนเป้าหมายของ                             ภารกิจนั้น

        ข.  รับความฟังความคิดเห็นและความพึงพอใจของประชาชนผู้รับบริการมาศึกษาวิเคราะห์แล้วกำหนดภารกิจ

        ค.  จัดให้มีการติดตามประเมินผลการปฏิบัติตามภารกิจหลักเกณฑ์และวิธีที่ส่วนราชการกำหนดขึ้น

        ง.  กำหนดภารกิจการบริหารราชการให้สอดคล้องกับ แนวนโยบายของรัฐ

บันทึกการเข้า

KORAT FC_2011™
เซียน(GURU)
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 704


KORAT_FC 2010

KORAT+FC_2010™
อีเมล์
« ตอบ #4 เมื่อ: 09 กุมภาพันธ์ 2010, 04:20:12 PM »



14.  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้องจัดทำแผนปฏิบัติราชการให้สอดคล้องกับแผนการปฏิบัติราชการแผ่นดินโดยจัดทำ เป็นแผนตามข้อใด

        ก.  2 ปี                                            ข.  3 ปี                                    ค.  4 ปี                                    ง.  5 ปี

15.  หน่วยงานใดขาดให้มีการประเมินความคุ้มค่าในการปฏิบัติภารกิจของรัฐที่ส่วนราชการดำเนินการอยู่

        ก.  สำนักงบประมาณ

        ข.  สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

        ค.  ก และ ข ถูก

        ง.  ถูกเฉพาะข้อ ข เท่านั้น

16.  ในการลดขั้นตอยการปฏิบัติงานนั้นส่วนราชการจะทำตามข้อใด

        ก.  กระจายอำนาจการตัดสินใจเกี่ยวกับการสั่งการอนุญาติการอนุมัติให้แก่ผู้ดำเนินการเรื่องนั้นได้โดดยตรง

        ข.  ลดขั้นตอนการปฏิบัติงานที่ไม่จำเป็นและเพิ่มภารกิจที่บริการให้มากที่สุด

        ค.  ให้ประชาชนผู้ร่วมบริการรวมกันจัดตั้งศูนย์บริการร่วมและศูนย์บริการเพียงแห่งเดียว

        ง.  ถูกทุกข้อ

17.  ในการปฏิบัติราชการที่เกี่ยวข้องกับการอำนวยความสะดวกและการตอบสนองความต้องการของประชาชนส่วนราชการจะจัดให้มีตามข้อใด

        ก.  กำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จของงานแต่ละงานและประกาศให้ประชาชนได้ทราบทั่วกัน

        ข.  ให้มีระบบเครือข่ายสารสนเทศของส่วนราชการหรือข้อมูลหรือแสดงความคิดเห็นเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติ ราชการของส่วนราชการนั้น

        ค.  ให้มีอำนาจออกกฎระเบียบ ข้อบังคับ หรือประกาศเพื่อบังคับใช้

        ง.  ถูกทุกข้อที่กล่าวมา

18.  ผู้ที่ทำหน้าที่ประเมินผลการปฏิบัติราชการของส่วนราชการคือข้อใด

        ก.  คณะ ก.                        ข.  ก.พ.ร.

    ค.  ก.พ                           ง.  คณะผู้ประเมินอิสระ

19.  ในการประเมินผลการปฏิบัติราชการอาจจัดให้มีการประเมินข้อใดบ้าง

        ก.  ผู้บังคับบัญชา                                                                         ข.  หน่วยงานในส่วนราชการ

        ค.  ข้าราชการ                                                                               ง.  ถูกทุกข้อที่กล่าวมา

20.  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้องจัดทำหลักเกณฑ์การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีตามแนวทางของภารกิจนี้ อย่างน้อยจะต้องมีหลักเกณฑ์เกี่ยวข้องกับข้อใดบ้าง

        ก.  การลดขั้นตอน การปฏิบัติงานและการอำนวยความสะดวกและการตอบสนองความต้องการของประชาชน

        ข.  เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐและเกิดความคุ้มค่าในเชิงภารกิจของรัฐ

        ค.  เกิดประโยชน์สูงสุดของประชาชนและไม่มีขั้นตอนการปฏิบัติเกินความจำเป็น

        ง.  ถูกทุกข้อที่กล่าวมา

บันทึกการเข้า

KORAT FC_2011™
เซียน(GURU)
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 704


KORAT_FC 2010

KORAT+FC_2010™
อีเมล์
« ตอบ #5 เมื่อ: 09 กุมภาพันธ์ 2010, 04:20:33 PM »



21.  ผู้ที่ทำหน้าที่ดูแลและให้ความช่วยเหลือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดทำหลักเกณฑ์การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีตามแนวทางของพระราชกฤษฎีกานี้ คือ

        ก.  สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี

        ข.  สำนักนายกรัฐมนตรี

        ค.  กระทรวงมหาดไทย

        ง.  กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น

เฉลยอัลบัมที่1
1.  ค        2.  ง        3.  ค        4.  ค        5.  ก

6.  ข        7.  ง        8.  ง        9.  ข        10.  ก

11.  ก      12.  ก    13.  ก      14.  ค      15.  ค     

16.  ก      17.  ง      18.  ง      19.  ง      20.  ก   21.  ค

หลักเกณฑ์การบริหารบ้านเมืองที่ดี
1. คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ มีชื่อย่อ

 ก.   ก.พ.                               ข.  ก.พ.ร.               

ค. กพ. รร.                                ง.  ก.ร.ร.                 

จ. ไม่มีข้อใดถูก

2. ก.พ.ร. ประกอบด้วยกรรมการจำนวนไม่เกิน

ก.  11  คน                                ข.  12  คน               

ค.  13  คน                                ง .  14  คน               

จ.  15  คน

3. สำนักงาน ก.พ.ร. ในปัจจุบันมีฐานะอย่างไร

      ก. ไม่เป็นส่วนราชการ ไม่มีฐานะเป็นกรม

      ข. ไม่เป็นส่วนราชการ แต่มีฐานะเทียบเท่ากรม

      ค. เป็นส่วนราชการอิสระ ซึ่งไม่มีฐานะเป็นกรม

      ง. เป็นส่วนราชการในสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีฐานะเป็นกรม

      จ. เป็นส่วนราชการในสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งไม่มีฐานะเป็นกรม

4. ข้อใดไม่ใช่อำนาจหน้าที่ของ ก.พ.ร.

   ก. เสนอแนะ และให้คำปรึกษาแก่คณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับ การพัฒนาระบบราชการ

      ข. ตีความและวินิจฉัยปัญหาที่เกิดขึ้นจากการใช้บังคับกฎหมายว่าด้วยการปรับปรุง กระทรวง ทบวง กรม

      ค. เสนอต่อคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับการกำหนดอำนาจหน้าที่ และการแบ่งส่วนราชการภายในของส่วนราชการ

          ที่เป็นกระทรวง ทบวง กรม หรือส่วนราชการอื่น

      ง. ตีความและวินิจฉัยปัญหาที่เกิดขึ้นจากการใช้กฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน

      จ. เรียกให้เจ้าหน้าที่หรือบุคคลอื่นใดมาชี้แจงหรือแสดงความเห็นประกอบ การพิจารณา
บันทึกการเข้า

KORAT FC_2011™
เซียน(GURU)
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 704


KORAT_FC 2010

KORAT+FC_2010™
อีเมล์
« ตอบ #6 เมื่อ: 09 กุมภาพันธ์ 2010, 04:21:04 PM »



5. กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ

ก.  2  ปี                    ข.  3  ปี                   

ค.  4  ปี                    ง.  5  ปี                   

จ.   6  ปี

6 .เลขาธิการ ก.พ.ร. เป็น

      ก. ข้าราชการการเมือง

      ข. ข้าราชการพลเรือนสามัญ

      ค. ข้าราชการวิสามัญ

      ง. พนักงานราชการ

      จ. พนักงานของรัฐ

7. ในพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 3/1 ซึ่งเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบ

      บริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 5 ) พ.ศ. 2545 ได้กำหนดว่าในการปฏิบัติหน้าที่ของส่วนราชการต้องใช้วิธีการ

      บริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี โดยต้องคำนึงถึง

      ก. ความรับผิดชอบของผู้ปฏิบัติงาน

      ข. การมีส่วนร่วมของประชาชน

      ค. การเปิดเผยข้อมูล

      ง.  การติตามตรวจสอบและประเมินผลการ ปฏิบัติงาน

      จ. ถูกทุกข้อ

8. ข้อใดถูกต้อง

            ก. พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการสร้างระบบบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2545

      ข. พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการสร้างระบบบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546

      ค. พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2545

      ง. พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546

      จ. พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการสร้างหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546

9. ข้อใดไม่ใช่เป้าหมายของหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีตามพระราชกฤษฎีกา

      ก. ประชาชนได้รับความอำนวยสะดวกและได้รับการตอบสนองความต้องการ

      ข. ไม่มีขั้นตอนการปฏิบัติงานเกินความจำเป็น

      ค. การบริการประชาชนด้วยระบบอิเลคทรอนิคส์

      ง. มีประสิทธิภาพและเกิดความคุ้มค่าในเชิงภารกิจของรัฐ

      จ. เกิดประโยชน์สุขของประชาชน

10. การดำเนินการโดยถือว่า ?ประชาชนเป็นศูนย์กลาง ที่จะได้รับการบริการจากรัฐ? อยู่ในหลักการบริหาร

      กิจการบ้านเมืองที่ดี ข้อใด

      ก. ประชาชนได้รับความอำนวยความสะดวกและได้รับการตอบสนองความต้องการ

      ข. ไม่มีขั้นตอนการปฏิบัติงานเกินความจำเป็น

      ค. การบริการประชาชนด้วยระบบอิเลคทรอนิคส์

      ง. มีประสิทธิภาพและเกิดความคุ้มค่าในเชิงภารกิจของรัฐ

      จ. เกิดประโยชน์สุขของประชาชน

11. เมื่อคณะรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาแล้ว สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

     สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติสำนักงบประมาณจะต้องร่วมกันจัดทำแผน

      การบริหารราชการแผ่นดิน เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาภายใน

ก.  30  วัน                                ข.  45  วัน               

ค.  60  วัน                                ง.  90  วัน               

จ.  120  วัน

12. หน่วยงานใดที่มีหน้าที่ทำแผนนิติบัญญัติ

      ก. สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

      ข. สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

      ค. สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี

      ง. ถูกทั้งข้อ ก.  และ ข.

   จ. ถูกทั้งข้อ ก.  ข.  และ  ค.
บันทึกการเข้า

KORAT FC_2011™
เซียน(GURU)
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 704


KORAT_FC 2010

KORAT+FC_2010™
อีเมล์
« ตอบ #7 เมื่อ: 09 กุมภาพันธ์ 2010, 04:21:24 PM »



13. แผนการบริหารราชการแผ่นดิน ให้จัดทำเป็นแผน

ก.  1  ปี                                    ข.  2  ปี                   

ค.  3  ปี                                    ง.  4  ปี                   

จ.  5  ปี

14. ให้ส่วนราชการจัดทำ...................... ให้สอดคล้องกับแผนการบริหารราชการแผ่นดิน

      ก. แผนการบริหารราชการแผ่นดินของส่วนราชการ

      ข. แผนปฏิบัติราชการของส่วนราชการ

      ค.แผนปฏิบัติราชการเพื่อของบประมาณ

      ง .แผนพัฒนาการปฏิบัติราชการของส่วนราชการ

      จ. ไม่มีข้อใดถูก

15. สาระสำคัญในแผนปฏิบัติราชการประจำปี คือ

      ก. นโยบายการปฏิบัติราชการ ของส่วนราชการ

      ข. เป้าหมายและผลสัมฤทธิ์ของงาน

      ค. ประมาณการรายได้และรายจ่าย

      ง. ทรัพยากรอื่นที่ต้องใช้

      จ. ถูกทุกข้อ

16. หน่วยงานใดเป็นผู้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการจัดทำ ?บัญชีต้นทุน? ในงานบริการสาธารณะ

      ก. กรมบัญชีกลาง

      ข. สำนักงบประมาณ

      ค. กระทรวงการคลัง

      ง. ธนาคารแห่งประเทศไทย

      จ. สำนักงาน ก.พ.ร.

17. ใครบ้างที่ต้องดำเนินการเรื่อง ศูนย์บริการร่วม

      ก. ปลัดกระทวง

      ข. ผู้ว่าราชการจังหวัด

      ค. นายอำเภอ

      ง. ปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอ

      จ. ถูกทุกข้อ

บันทึกการเข้า

KORAT FC_2011™
เซียน(GURU)
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 704


KORAT_FC 2010

KORAT+FC_2010™
อีเมล์
« ตอบ #8 เมื่อ: 09 กุมภาพันธ์ 2010, 04:21:47 PM »



18. สิ่งใดบ้างที่ส่วนราชการต้องทำและเปิดเผยให้ประชาชนทราบ

      ก. แผนภูมิขั้นตอนและระยะเวลาการดำเนินการ

      ข. กำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จของงาน

      ค. ข้อมูลเกี่ยวกับงบประมาณ รายจ่ายแต่ละปี

      ง. เป้าหมาย แผนการทำงาน ระยะเวลาแล้วเสร็จของงานหรือโครงการ และงบประมาณที่จะต้องใช้ในแต่ละงาน

          หรือโครงการ

      จ. ถูกทุกข้อ

19.ในการประเมินผลการปฏิบัติราชการ ของส่วนราชการจะประเมินเกี่ยวกับ

      ก. ผลสัมฤทธิ์ของภารกิจ

      ข. คุณภาพการให้บริการ

      ค. ความพึงพอใจของประชาชนผุ้รับบริการ

      ง.ความคุ้มค่าในภารกิจ

      จ. ถูกทุกข้อ
 
20. ข้อใดถูกต้องในการสั่งราชการ

      ก. โดยปกติให้กระทำเป็นลายลักษณ์อักษร

      ข. กรณีมีความจำเป็นผู้บังคับบัญชาอาจสั่งราชการด้วยวาจาก็ได้

      ค. ถ้ามีการสั่งการด้วยวาจา ผู้รับคำสั่งต้องบันทึกคำสั่งนั้นเป็นลายลักษณ์อักษร

      ง. ถูกเฉพาะข้อ ก. และ ข.

      จ. ถูกทั้งข้อ ก. ข. และ ค. 

เฉลย

1.ข               2.ค           3.ง           4.ง           5.ค           6.ข          7.จ           8.ง           9.ค           10.จ

11.ง                12.ง         13.ง         14.ข        15.จ         16.ก         17.จ         18.จ         19.จ         20.จ

ชุดที่ 3

1.  ในกรปฏิบัติราชการที่เกี่ยวข้องกับการบริหารประชาชนหรือติดต่อประสานงานระหว่างส่วนราชการด้วยกัน   อะไรเป็นสิ่งสำคัญที่ส่วนราชการควรกำหนดและประกาศให้ประชาชนทราบ

        ก.  ระยะเวลาแล้วเสร็จของแต่ละงาน                                     ข.  จำนวนเงินงบประมาณของแต่ละงาน

        ค.  จำนวนบุคลากรของแต่ละงาน                                            ง.  วัตถุประสงค์ของแต่ละงาน

        ตอบ  ก.  (หมวดที่ 7 มาตรา 37)

2.  ผู้ใดมีหน้าที่ตรวจสอบ ว่างานเสร็จตามเวลาที่กำหนดหรือไม่

        ก.  ผู้บังคับบัญชา                                                                         ข.  ปลัดกระทรวง

        ค.  นายกรัฐมนตรี                                                                        ง.  อธิบดี

        ตอบ  ก. ผู้บังคับบัญชา (หมวดที่ 7 มาตรา 37 วรรคสอง)

3.  เมื่อส่วนราชการใด ได้ติดต่อสอบถามเป็นหนังสือจากประชาชน เป็นหน้าที่ของส่วนราชการนั้นต้องตอบ        คำถามหรือแจ้งให้ทราบภายในกี่วัน

        ก.  15 วัน                                                                                       ข.  ภายในกำหนดเวลาที่กำหนด

        ค.  ทั้งข้อ ก และ ข                                                                            ง.  30 วัน

4.  การจัดให้มีระบบเครือข่ายสารสนเทศของส่วนราชการเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน ต้องจัดตามระบบเดียวกับหน่วยงานใด

        ก.  ระบบเดียวกับที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและกานสื่อสาร

        ข.  ระบบเดียวกับที่สำนักนายกรัฐมนตรีประกาศใช้

        ค.  ระบบเดียวกับคณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการ

        ง.  ระบบเดียวกับที่กระทรวงคมนาคมรับรอง

        ตอบ  ก.  (หมวดที่ 7 มาตรา 39)

5.  กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศฯ ได้จัดการอย่างไร เพื่ออำนวยความสะดวกและความรวดเร็วแก่ประชาชน     ในการติดต่อกับส่วนราชการทุกแห่ง

        ก.  จัดให้มีระบบเครือข่ายสารสนเทศกลางขึ้น

        ข.  จัดให้มีระบบสารบัญอิเล็กทรอนิกส์กลางขึ้น

        ค.  จัดให้มีระบบศูนย์เครือข่ายบริการประชาชนกลางขึ้น

        ง.  จัดให้มีระบบเครือข่ายสารสนเทศภาคประชาชนขึ้น

        ตอบ  ก.  จัดให้มีระบบเครือข่ายสารสนเทศกลางขึ้น (หมวดที่ 7 มาตรา 40)

6.  ในกรณีที่ส่วนราชการใดไม่อาจจัดให้มีระบบเครือข่ายสารสนเทศของส่วนราชการได้ให้ทำอย่างไร

        ก.  ให้กระทรวงต้นสังกัดของหน่วยงานจัดทำระบบเครือข่ายสารสนเทศ

        ข.  ให้สำนักงานพัฒนาระบบราชการไทยดำเนินการจัดทำระบบเครือข่ายสารสนเทศ

        ค.  ร้องขอให้กระทรวงเทคโนโลยีฯ ดำเนินการจัดระเบียบเครือข่ายสารสนเทศ

        ง.  ร้องขอให้สำนักงบประมาณจัดงบประมาณให้จัดระบบเครือข่ายสารสนเทศ

        ตอบ  ค. (หมวดที่ 7 มาตรา 40)

7.  กรณีที่ส่วนราชการ ได้รับคำร้องเรียน เสนอแนะ เป็นหน้าที่ของใคร ที่จะต้องพิจารณาดำเนินการ

        ก.  ผู้บังคับบัญชา                                                                         ข.  นายกรัฐมนตรี

        ค.  ส่วนราชการนั้น                                                                     ง.  ปลัดกระทรวง

        ตอบ  ค.  ส่วนราชการนั้น (หมวดที่ 7 มาตรา 41)

8.  กรณีได้รับคำร้องเรียน เสนอแนะ จากข้าราชการ หรือส่วนราชการอื่น ให้ผู้ออกกฎระเบียบ พิจารณาชี้แจงให้ทราบภายในกี่วัน

        ก.  5 วัน                                                                                         ข.  10 วัน

        ค.  15 วัน                                                                                       ง.  20 วัน
บันทึกการเข้า

KORAT FC_2011™
เซียน(GURU)
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 704


KORAT_FC 2010

KORAT+FC_2010™
อีเมล์
« ตอบ #9 เมื่อ: 09 กุมภาพันธ์ 2010, 04:22:06 PM »



  ตอบ  ค.  15 วัน (หมวดที่ 7 มาตรา 42(2) )

9.  ตามข้อ 8 การร้องเรียน หรือเสนอแนะ ส่วนราชการ จะแจ้งผ่านหน่วยงานใดได้อีก

        ก.  แจ้งผ่าน ก.พ.ร. ได้

        ข.  แจ้ง ผ่านสำนักนายกฯ ได้

        ค.  แจ้งผ่าน ทางไปรษณีย์ลงทะเบียนได้

        ง.  แจ้งผ่าน คมช. ได้

        ตอบ  ก.  แจ้งผ่าน ก.พ.ร. ได้ (หมวดที่ 7 มาตรา 42 วรรคสาม)

10.  การปฏิบัติราชการในเรื่องใด ๆ โดยปกติให้ถือว่าเป็นเรื่องเปิดเผย เว้นแต่ข้อใด

        ก.  เพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงของประเทศ

        ข.  เพื่อความจำเป็นต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ การรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน

        ค.  การคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคล จึงกำหนดให้เป็นความลับได้เท่าที่จำเป็น

        ง.  ถูกทุกข้อ (หมวดที่ 7 มาตรา 43)

      ตอบ  ง. ถูกทุกข้อ (หมวดที่ 7 มาตรา 43)

11.  เรื่องใด ส่วนราชการต้องจัดให้มีการเปิดเผย

        ก.  ข้อมูลเกี่ยวกับงบประมาณรายจ่ายประจำปี

        ข.  รายการเกี่ยวกับการจัดซื้อ หรือจัดจ้างที่จะดำเนินการในปีงบประมาณนั้น

        ค.  สัญญาใด ๆ ที่ได้มีการอนุมัติให้จัดซื้อจัดจ้างแล้ว

        ง.  ถูกทุกข้อ

        ตอบ  ง.  ถูกทุกข้อ (หมวดที่ 7 มาตรา 44)

12.  ในการจัดทำสัญญาจัดซื้อหรือจัดจ้าง ห้ามมีข้อความใดบ้าง

        ก.  ห้ามมิให้เปิดเผยข้อความหรือข้อตกลงในสัญญาดังกล่าว

        ข.  ควรเปิดเผยสัญญา

        ค.  ควรเปิดเผยข้อตกลงในสัญญา

        ง.  ไม่มีข้อห้ามทุกข้อ

      ตอบ  ก. (หมวดที่ 7 มาตรา 44)

13.  ส่วนราชการต้องเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับ งบประมาณรายจ่าย การจัดซื้อจัดจ้าง และสัญญาใด เว้นแต่

        ก.  เป็นข้อมูลที่อยู่ภายใต้บังคับกฎหมาย

        ข.  เป็นข้อมูลที่อยู่ภายใต้ กฎ ระเบียบ

        ค.  เป็นข้อมูลที่อยู่ภายใต้ ข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองความลับทางราชการ

        ง.  ถูกทุกข้อ 

        ตอบ  ง.  ถูกทุกข้อ (หมวดที่ 7 มาตรา 44)

14.  การกำหนดระยะเวลาปฏิบัติงาน การจัดระบบสารสนเทศ เป็นการบริหารราชการแบบใด

        ก.  เกิดประโยชน์สุขของประชาชน

        ข.  การปรับปรุงภารกิจของส่วนราชการ

        ค.  การอำนวยความสะดวกและตอบสนองความต้องการของประชาชน

        ง.  เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ

        ตอบ  ค. (หมวดที่ 7 มาตรา 37 - 40)

15.  การรับฟังข้อร้องเรียน การเปิดเผยข้อมูล เป็นการบริหารราชการแบบใด

        ก.  เกิดประโยชน์สุขของประชาชน

        ข.  การปรับปรุงภารกิจของส่วนราชการ

        ค.  เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ

        ง.  การอำนวยความสะดวกและตอบสนองความต้องการของประชาชน

        ตอบ  ง.  (หมวดที่ 7 มาตรา 41 - 44)

 16.  การประเมินผลการปฏิบัติราชการของส่วนราชการเกี่ยวข้องกับข้อใด

        ก.  เกิดผลสัมฤทธิ์ของภารกิจ

        ข.  คุณภาพการให้บริการ

        ค.  ความพึงพอใจของประชาชนผู้รับบริการ

บันทึกการเข้า

KORAT FC_2011™
เซียน(GURU)
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 704


KORAT_FC 2010

KORAT+FC_2010™
อีเมล์
« ตอบ #10 เมื่อ: 09 กุมภาพันธ์ 2010, 04:22:26 PM »



        ง.  ถูกทุกข้อ

        ตอบ  ง.  ถูกทุกข้อ (หมวดที่ 8 มาตรา 45)

17.  ตามข้อ 16 ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาที่ผู้ใดกำหนด

        ก.  ก.พ.ร                    ข.  ครม.

    ค.  คมช                                    ง.  รมว

        ตอบ  ก.พ.ร. (หมวดที่ 8 มาตรา 45)

18.  การประเมินภาพรวมของผู้บังคับบัญชาและละระดับหรือหน่วยงานในส่วนราชการจะต้องกระทำในลักษณะ ใด

        ก.  ต้องกระทำเป็นความลับ

        ข.  ต้องกระทำเพื่อประโยชน์แห่งความสามัคคีของข้าราชการ

        ค.  ต้องเปิดเผย

        ง.  ข้อ ก. และ ข. ถูก

        ตอบ  ง.  ข้อ ก. และข้อ ข. ถูก (หมวดที่ 8 มาตรา 46)

19.  การประเมินผลการปฏิบัติงานของข้าราชการเพื่ออะไร

        ก.  เพื่อประโยชน์ในการบริหารงานบุคคล

        ข.  เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาระบบราชการ

        ค.  เพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นไปด้วยประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ

        ง.  ถูกหมดทุกข้อ

        ตอบ  ก.  เพื่อประโยชน์ในการบริหารงานบุคคล (หมวดที่ 8 มาตรา 47)

20.  ในกรณีที่ส่วนราชการ ดำเนินการเป็นไปตามเป้าหมายกำหนด ให้ผู้ใด เสนอ ครม. จัดสรรเงินเพิ่มพิเศษให้ส่วนราชการ

        ก.  ก.พ.ร                             ข.  ครม.

    ค.  คม                                    ง.  รมว.

   ตอบ  ก.  ก.พ.ร. (หมวดที่ 8 มาตรา 48)

21.  การจัดสรรเงินรางวัล ให้ข้าราชการในสังกัด เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการ ที่ผู้ใดกำหนด

        ก.  ก.พ.ร                             ข.  ครม.

    ค.  คมช                              ง.  รมว.

    ตอบ  ก.  ก.พ.ร. (หมวดที่ 8 มาตรา 48)

22.  ตามข้อ 21 โดยความเห็นชอบของผู้ใด

        ก.  ก.พ.ร                              ข.  ครม.

    ค.  คมช                                 ง.  รมว.

    ตอบ  ข.  ครม. (หมวดที่ 8 มาตรา 49)

23.  เมื่อส่วนราชการใดได้ดำเนินการไปตามเป้าหมายโดยไม่เป็นการเพิ่มค่าใช้จ่ายตามหลักเกณฑ์ ก.พ.ร. กำหนด    แล้ว ก.พ.ร. สามารถเสนอคณะรัฐมนตรีจัดสรรสิ่งใดให้หน่วยราชการนั้น

        ก.  เพื่อจัดสรรรางวัลการเพิ่มประสิทธิภาพให้แก่ส่วนราชการนั้น

        ข.  เพื่อจัดสรรให้ส่วนราชการนั้นใช้เงินงบประมาณเหลือจ่ายของส่วนราชการนั้น

        ค.  ข้อ ก. และ ข. ถูก

        ง.  ข้อ ก. และ ข. ผิด

        ตอบ  ค.  ข้อ ก. และ ข. ถูก (หมวดที่ 8 มาตรา 49)


บันทึกการเข้า

KORAT FC_2011™
เซียน(GURU)
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 704


KORAT_FC 2010

KORAT+FC_2010™
อีเมล์
« ตอบ #11 เมื่อ: 09 กุมภาพันธ์ 2010, 04:22:47 PM »



 m;7 m;7 m;7 m;7 ตามคำขอครับผม m;7 m;7 m;7
บันทึกการเข้า

pormporn
เจ้้าหน้าที่ใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 13


« ตอบ #12 เมื่อ: 21 กรกฎาคม 2011, 08:39:59 PM »



ขอบคุณ
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
พิมพ์
กระโดดไป:  

ข้อสอบ ก.พ.งานราชการ