เรื่อง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การบริหารไม่โปร่งใส กับการควบคุมภายในโดย ....... สุรชาติ แสนทวีสุข
บทนำ
เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปทั้งจากผลงานการวิจัย บทความและปรากฏการณ์ทางสังคมที่เกิดขึ้นผ่านสื่อมวลชนแขนงต่าง ๆ ทั้งทางโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์และสื่ออิเลคทรอนิคส์ ต่างยอมรับว่าการทุจริตประพฤติมิชอบเกิดขึ้นในทุกวงการ ทั้งในท้องถิ่น ระดับชาติหรือระดับนานาชาติ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานองค์กรภาครัฐ ภาคเอกชนหรือแม้แต่องค์กรระดับโลก ก็มีการทุจริตประพฤติมิชอบเกิดขึ้นและปรากฏเป็นข่าวอย่างสม่ำเสมอตลอดมา
ในหน่วยงานต่าง ๆ ของประเทศไทยก็มีข่าวการทุจริตประพฤติมิชอบเกิดขึ้นอยู่เสมอ ทั้งที่ตรวจสอบพบโดยหน่วยงานของรัฐเอง หรือตรวจสอบพบการทุจริตโดยภาคประชาชนหรือสื่อมวลชน เพราะการทุจริตประพฤติมิชอบเป็นสิ่งที่สั่งสมและหยั่งรากลึกมายาวนาน จนกลายเป็นค่านิยมของสังคมโดยเห็นว่า การทุจริตประพฤติมิชอบจะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองและพวกพ้องอย่างง่ายดายโดยไม่ต้องลงทุน
มีข้อมูลที่น่าตกใจจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินที่เปิดเผยออกมา ก็คือ ผลการตรวจสอบการดำเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งพบว่าเกือบ 90 % ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีการบริหารงานที่บกพร่อง ไม่โปร่งใส เพราะการควบคุมภายในบกพร่อง อันอาจก่อให้เกิดการทุจริตประพฤติมิชอบขึ้นได้
การแก้ไขหรือกวาดล้างการทุจริตประพฤติมิชอบให้หมดไปจากสังคมไทยเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยากและต้องอาศัยเวลาที่ยาวนาน เพราะมีมูลเหตุมาจากหลายปัจจัย ส่วนแนวทางการป้องกันการทุจริตประพฤติมิชอบในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นควรเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคนที่จะต้องช่วยกันดูแลแก้ไข การเสริมสร้างระบบการควบคุมภายในให้มีสภาพแวดล้อมที่ดีไม่ให้มีช่องทางที่ก่อให้เกิดการทุจริต ก็เป็นแนวทางอีกทางหนึ่งที่ควรเร่งรัดดำเนินการให้มีขึ้น
การควบคุมภายใน สำคัญอย่างไร จากรายงานขององค์การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์แห่งสหประชาชาติ (UNDP) ที่ระบุในรายงาน เมื่อปี 2004 (UNDP, 2004 : 1-33 ) ว่า หากไม่มีการควบคุมภายในที่ดีพอจะทำให้เกิดการทุจริต โดยใช้การติดสินบน (Brigery) การรีดไถ (Extrosion) การใช้อิทธิพลมืด (Influence Peddling) การช่วยเหลือเครือญาติ (Nepotism) การฉ้อโกง (Froud) การใช้เงินเร่งความเร็ว (Speed Money) การบังหลวง (Embrezzlement) ตลอดจนการกระทำที่ขาดหลักศีลธรรม
แต่ Klitguard และ Baser ( อ้างจาก สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน , 2547 : 34 ) ระบุว่า มูลเหตุของการทุจริตเกิดจากการผูกขาดอำนาจในการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งไว้ที่บุคคลหนึ่งคนใดแต่เพียงผู้เดียว รวมกับการใช้ดุลยพินิจของตนโดยพลการที่ขาดการควบคุมกำกับจากผู้อื่น ทำการนั้นเพื่อเกิดผลประโยชน์ต่อตัวเองและพวกพ้อง โดยขาความรับผิดชอบในสิ่งที่กระทำนั้นว่าจะเกิดการสูญเสียหรือเสียหายแก่ผู้อื่น ซึ่ง Klitguard และ Baser ได้เสนอแนะสูตรของการเกิดทุจริตดังที่กล่าวไว้ ดังนี้
C = M + D - A
โดยที่
C = Corruption ( การทุจริต)
M = Monopoly (การผูกขาดอำนาจ)
D = Discretion (การใช้ดุลยพินิจ)
A = Accountability (ความรับผิดชอบ)
การควบคุมภายใน กับ การตรวจสอบภายใน : ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน
สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ได้เปิดเผยผลการสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างมาตรฐานการควบคุมภายในที่กำหนดโดยคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งสำรวจจากผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานรัฐ (ผู้รับตรวจ) จำนวน 500 หน่วยงาน ทั้งที่เป็นส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่นและรัฐวิสาหกิจ ในระหว่างปี 2544 (สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน, 2546 : 2-3) พบว่าผู้บริหารหน่วยงานระดับสูงของรัฐส่วนใหญ่ยังเข้าใจคลาดเคลื่อน โดยเข้าใจว่าการควบคุมภายในเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของหน่วยตรวจสอบภายใน
นอกจากนี้ยังเข้าใจว่าการควบคุมภายในมีความหมายเดียวกับการตรวจสอบภายใน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้บริหารหน่วยงานส่วนใหญ่ยังให้ความสนใจและให้ความสำคัญน้อยมากในเรื่องการควบคุมภายใน จึงทำให้ไม่มีการออกแบบการควบคุมภายในและไม่มีการนำระบบการควบคุมภายในที่ดีมาใช้ อันหมายถึงระบบปฏิบัติงานที่หย่อนยาน ด้อยประสิทธิภาพและมีจุดอ่อนทำให้เกิดการทุจริต คอรัปชั่นได้ง่ายการควบคุมภายใน และการตรวจสอบภายใน คืออะไร ต่างกันอย่างไร ตามระเบียบคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ว่าด้วยการกำหนดมาตรฐานควบคุมภายใน พ.ศ. 2544 ได้ให้คำจำกัดความของการควบคุมภายในไว้ว่า ( สตง. , 2547 : ก – 2 )
“ การควบคุมภายใน หมายความว่า กระบวนการปฏิบัติงานที่ผู้กำกับดูแล ฝ่ายบริหารและหน่วยงานรับตรวจจัดให้มีขึ้น เพื่อสร้างความมั่นใจอย่างสมเหตุสมผลว่า การดำเนินงานของหน่วยรับตรวจจะบรรลุวัตถุประสงค์ของการควบคุมภายในด้านประสิทธิผลและประสิทธิภาพของการดำเนินงาน ซึ่งรวมถึงการดูแลทรัพย์สิน การป้องกันหรือลดความผิดพลาด ความเสียหาย การรั่วไหล การสิ้นเปลืองหรือการทุจริตในหน่วยรับตรวจ ด้านความเชื่อถือได้ของรายงานทางการเงิน และด้านการปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ และมติคณะรัฐมนตรี ”
หากจะกล่าวถึงความหมายของการควบคุมภายในให้เข้าใจง่ายและสั้นเข้าไปกว่านี้อีก ก็น่าจะหมายถึง กระบวนการปฏิบัติงานที่จัดให้มีขึ้นในหน่วยงานเพื่อให้สามารถใช้ทรัพยากรในหน่วยงานให้บรรลุภารกิจอย่างมีประสิทธิผลและประสิทธิภาพ ซึ่งการควบคุมภายในไม่ใช่ระบบงานระบบใดระบบหนึ่งโดยเฉพาะ หรือไม่เป็นระบบที่แยกออกจากงานประจำที่ปฏิบัติอยู่ (สตง., 2544 : 1) แต่การควบคุมภายในเป็นกระบวนการ (Process) ที่ต่อเนื่องและแทรกแฝงอยู่ ( Built in)ในระบบงานที่ฝ่ายบริหารใช้ปฏิบัติงาน
แต่การตรวจสอบภายใน ( สตง. , 2546 : 8 – 9) เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างการควบคุมภายในของหน่วยงาน โดยกำหนดไว้ว่าผู้ตรวจสอบภายในไม่ควรเป็นผู้พัฒนาระบบหรือวิธีปฏิบัติและไม่ควรเป็นผู้นำระบบหรือวิธีปฏิบัติของการควบคุมภายในไปสู่การปฏิบัติในหน่วยงาน เพราะเป็นหน้าที่ของผู้บริหารที่จะดำเนินการ ผู้ตรวจสอบภายในเป็นเพียงผู้ไปตรวจสอบการดำเนินงานของแต่ละส่วนงานในหน่วยงานว่าเป็นไปตามนโยบาย ระเบียบและวิธีปฏิบัติเพื่อให้มั่นใจว่ามีการควบคุมภายในเพียงพอที่จะบรรลุภารกิจของหน่วยงานแม้ว่าผู้ตรวจสอบภายในจะเป็นส่วนหนึ่งของหน่วยงานที่ตนตรวจสอบก็ตาม และสิ่งสำคัญคือผู้ตรวจสอบภายในต้องได้รับการสนับสนุนจากผู้บริหารในหน่วยงานให้มีความเป็นกลาง ดำรงความเป็นอิสระและความเที่ยงธรรมในการตรวจสอบการดำเนินงานของแต่ละส่วนงานในหน่วยงานนั้น ๆ
การควบคุมภายในที่ดี เป็นหน้าที่ของใคร ต้องทำอย่างไร
วิธีการควบคุมภายในที่ดีนั้น สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน( 2546 : 6 , 2544 : 2) ระบุให้เป็นหน้าที่ของฝ่ายบริหารของหน่วยงานต้องเป็นผู้ออกแบบโครงสร้างระบบควบคุมภายในให้สอดคล้องและเหมาะสมกับภารกิจของแต่ละหน่วยงาน โดยการกำหนดวัตถุประสงค์ วางกลไกการควบคุมและการกำหนดกิจกรรมต่าง ๆ รวมทั้งติดตามผลการควบคุมภายในผ่านผู้ตรวจสอบภายใน ส่วนบุคลากรอื่นของหน่วยงานเป็นผู้รับผิดชอบต่อการปฏิบัติตามระบบการควบคุมภายในที่ฝ่ายบริหารกำหนดขึ้น
การกำหนดวัตถุประสงค์ของการควบคุมภายใน ขึ้นอยู่กับฝ่ายบริหาร ( สตง., 2544 : 2) จะให้ความสำคัญกับวัตถุประสงค์หลักในด้านใดบ้าง บางหน่วยงานอาจเน้นเรื่องการป้องกันการทุจริต ประพฤติมิชอบ บางหน่วยงานอาจเน้นการบรรลุวัตถุประสงค์ทางการบริหาร บางหน่วยงานอาจเน้นเรื่องการใช้ประโยชน์คุ้มค่าของทรัพยากร บางหน่วยงานอาจเน้นเรื่องการรายงานถูกต้อง ซึ่งอาจเป็นไปตามนโยบาย ทัศนคติ หรือตามลักษณะของหน่วยงาน หรือทุกเรื่องผสมผสานกัน
ทั้งนี้ การควบคุมภายในต้องได้รับการตรวจทานและปรับปรุงให้ทันกับเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปเพื่อให้การควบคุมนั้นมีประสิทธิผล สอดคล้องกับพระราชกฤษฎีกาบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 ( สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ ,2546 : (8) – (10) ) ซึ่งกำหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมายสูงสุดไว้ ดังนี้ 1) การบริหารราชการที่มุ่งให้เกิดประโยชน์สุขแก่ประชาชน โดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง (citizen centered) 2) เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ โดยยึดการบริหารแบบบูรณาการ ซึ่งมุ่งเน้นผลลัพธ์จากการปฏิบัติงาน 3) มีประสิทธิภาพและเกิดความคุ้มค่าในเชิงภารกิจของรัฐ 4) ไม่มีขั้นตอนการปฏิบัติงานเกินความจำเป็น 5) มีการปรับปรุงภารกิจของรัฐให้ทันต่อเหตุการณ์ 6)ประชาชนได้รับการอำนวยความสะดวกและได้รับการตอบสนองความต้องการ และ 7) มีการประเมินผลการปฏิบัติงานอย่างสม่ำเสมอ
ในขณะที่ สุนทรี เนียมณรงค์ (2548 : 13) ที่ทำดุษฎีนิพนธ์ เรื่อง อิทธิพลของผลประโยชน์ทับซ้อนที่มีผลต่อการคอร์รัปชั่นในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้ข้อค้นพบว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ยังมีการทุจริตคอรัปชั่นเกิดขึ้นในองค์กรอยู่เสมอ ทั้งนี้เพราะมีปัจจัยที่เอื้อต่อการคอร์รัปชั่น ได้แก่ 1) การควบคุมภายในบกพร่อง 2) การละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐ 3) การขาดจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐ 4) อำนาจที่เอื้อประโยชน์ และ 5) การมีโอกาสคอร์รัปชั่นเกือบ 90 % ของ อปท. : การบริหารงานไม่โปร่งใส เพราระบบ หรือ คน จากการรายงานสรุปผลการปฏิบัติงานของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ประจำปีงบประมาณ 2545 ที่รายงานต่อสาธารณชน เมื่อเดือนเมษายน 2546 (สุนทรี เนียมณรงค์, 2548 : 17 – 18) พบว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีข้อบกพร่องในการบริหารจัดการ ทำให้ราชการเสียหายเป็นเงินตั้งแต่ 3 ถึง 32 ล้านบาท
รายงานดังกล่าวยังระบุถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดข้อบกพร่องด้วยว่ามาจากสาเหตุต่าง ๆ 6 ประการ ดังต่อไปนี้ 1) เจ้าหน้าที่ละเลยไม่ปฏิบัติตามระเบียบและคู่มือการบัญชีที่กำหนด 2) ระบบการควบคุมภายในไม่รัดกุม 3) ขาดการตรวจสอบและสอบถามการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่จากฝ่ายบริหาร 4) มีการร่วมมือกันระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐและเอกชน เพื่อหาประโยชน์จากโครงการของหน่วยงาน 5) เป็นคู่สัญญากับหน่วยงานที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ และหรือพวกพ้องได้ประโยชน์จากการมีพรรคพวกอยู่วงใน และ 6) การได้เปรียบของชนชั้นในท้องถิ่น จากการเป็น “คนกลางประสานงาน” ระหว่างคนในท้องถิ่นกับหน่วยงานของรัฐหรือพ่อค้านักธุรกิจ ทำให้เกิดการฮั้วประมูลงานก่อสร้าง การฮั้วประมูลขายพัสดุ หรือฮั้วประมูลจัดงานท้องถิ่น รวมถึงการปลอมแปลงเอกสารตบตาเจ้าหน้าที่ของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ที่ไปตรวจสอบอีกด้วย
คน : กับความน่าเชื่อถือ ของ อปท.
จากคำจำกัดความของการควบคุมภายใน หากกล่าวถึงการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล เมื่อเชื่อมโยงกับทรัพยากรทางการบริหาร ที่จะนำมาใช้ประโยชน์เพื่อให้องค์กรประสบผลสำเร็จที่สำคัญก็คือ 4 m (วิจิตร ศรีสะอ้าน , 2523 : 42 ) ซึ่งประกอบด้วย คน (Man) เงิน (Money) วัสดุอุปกรณ์ (Material) และการจัดการ (Management) ส่วนทรัพยากรที่เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการบริหารให้ประสบผลสำเร็จบรรลุเป้าหมายขององค์กรก็คือ คน (Man) นั่นเอง (เปรม ติณสูลานนท์ , 2548 : 2 )
ดังนั้น การควบคุมภายในให้ประสบผลสำเร็จ มีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล ก็เริ่มจากทรัพยากรทางการบริหารที่เรียกว่า คน ในการบริหารงานให้ประสบผลสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรขนาดเล็ก ขนาดกลาง หรือขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะมีระบบดีเลิศเพียงใด หากคนในองค์กรขาดคุณภาพ ขาดคุณธรรม จริยธรรมแล้ว องค์กรก็จะขาดความเชื่อถือจากบุคคลทั้งภายในและภายนอกองค์กรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แต่จากการวิจัยของ พนิต เข็มทอง และคณะ ( 2546 : 10 – 14) ซึ่งทำการวิจัยเรื่องทิศทางการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พบว่า โครงสร้างการบริหารงานบุคคลของท้องถิ่น ไม่เป็นเอกภาพ กระบวนการบริหารงานบุคคลของท้องถิ่นมีจุดอ่อนมากมาย ซึ่งมาจากการสรรหาบุคลากรเข้าเป็นข้าราชการ มีการเล่นพรรคเล่นพวก ขาดระบบคุณธรรม ขึ้นอยู่กับตัวผู้บริหารท้องถิ่น ทำให้ไม่ได้บุคคลที่มีความสามารถเข้ามารปฏิบัติงานในท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่นขาดความรู้ในเรื่องการจัดการปฏิบัติงาน (Performance Management) เมื่อเข้ามาปฏิบัติงานแล้วก็ยังขาดการพัฒนาเกี่ยวกับหน้าที่รับผิดชอบ ขาดการพัฒนาด้านการบริหารและด้านคุณธรรม จริยธรรม มีความลำเอียง ไม่ยุติธรรม ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (2547 : 30) ซึ่งระบุว่า ผู้บริหารท้องถิ่น ข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตัดสินใจเอนเอียง ขาดความเที่ยงธรรมโดยเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม
ประกอบกับผลการศึกษาของ อรทัย ก๊กผล ( 2547 : 30) ซึ่งระบุว่าสมาชิกสภาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นประกอบอาชีพหลากหลายในท้องถิ่น เช่น ผู้รับเหมาก่อสร้าง อู่ซ่อมรถ ร้านขายอะไหล่รถยนต์ รถจักรยานยนต์ รถไถนา โรงสีข้าว ปั๊มน้ำมัน เครื่องเขียนแบบเรียน หนังสือ วารสารต่าง ๆ อาหารและเครื่องดื่ม ฯลฯ เมื่อมีสถานภาพเป็นสมาชิกสภาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือผู้บริหารในท้องถิ่น จึงมีโอกาสที่จะใช้อำนาจหน้าที่ในทางที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองได้ ซึ่งสอดคล้องกับสรุปผลการประชุมของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช. ,2544 : 35) ซึ่งระบุว่า การตักตวงผลประโยชน์ การหลอกลวงรัฐเพื่อประโยชน์ของตนเองและพวกพ้องของนักการเมืองท้องถิ่น ผู้กระทำการจะกลบเกลื่อนหลักฐานต่าง ๆ เพื่อตบตาผู้อื่นอย่างแนบเนียน ปราศจากหลักฐานที่จะมาพิสูจน์ แม้บางครั้งจะตกอยู่ในฐานะผู้เสียหายก็ไม่กล้าร้องทุกข์ ไม่กล้าเปิดเผย เพราะเกรงว่าจะกระทบต่อหน้าที่การงานของตนเองในอนาคต ยิ่งกว่านั้นแม้จะรู้ว่าใครโกง จะพูดตรงไม่ได้เพราะไม่มีหลักฐาน อาจถูกฟ้องข้อหาหมิ่นประมาทได้ ถึงแม้เรื่องนั้นจะเป็นเรื่องจริงก็ตาม
อปท. : การสร้างธรรมาภิบาล คือ การควบคุมภายใน กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบ กำกับ ดูแลการดำเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้มีการดำเนินการตามพระราชกฤษฎีกา หลักเกณฑ์การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ.2546 ที่กำหนดไว้ในมาตรา 52 ที่กำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี (มติชนรายวัน , 13 ธันวาคม 2548 : 8) ด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น 1) การจัดหลักสูตรการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีสำหรับผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 2) การจัดทำโครงการประเมินผลและมอบรางวัลให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีการบริหารจัดการที่ดีเป็นประจำทุกปี 3) การนำระบบอิเลคทรอนิคส์ (E-Auction) การโอนเงินเข้าบัญชีผู้รับจ้างโดยตรง (E- Banking) 4) การวางแผนระยะยาวเพื่อปลูกจิตสำนึกให้แก่นักเรียนในสถานศึกษา ที่สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และ 5) การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน (Participation) ในการบริหารงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น การจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่นโดยนำความต้องการจากเวทีประชาคมมาบรรจุไว้ในแผน การให้ประชาชนเข้าร่วมรับฟังการพิจารณางบประมาณของสภาท้องถิ่น การตั้งตัวแทนประชาคมเป็นกรรมการจัดซื้อจัดจ้าง การคัดเลือกผู้แทนประชาคมเป็นคณะดำเนินงานหอกระจายข่าว การประเมินความพึงพอใจของประชาชนต่อการปฏิบัติงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การจัดตั้งศูนย์ดำรงธรรมในท้องถิ่นเพื่อรับข้อร้องเรียนจากประชาชน และการมอบหมายให้ท้องถิ่นจังหวัดเป็นผู้นิเทศงานในเรื่องการบริหารงานด้วยความมีประสิทธิภาพและโปร่งใสอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง
การสร้างระบบการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีหรือ ธรรมาภิบาล ให้เกิดขึ้นในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ก็คือการสร้างระบบควบคุมภายในที่ดีที่จะก่อให้เกิดประโยชน์สุขต่อประชาชนผู้รับบริการ แม้จะต้องใช้เวลานานหลายปีในการพัฒนาระบบให้มีความแข็งแกร่ง จนสามารถกลายเป็นจารีตประเพณี ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละแห่งจะต้องถือปฏิบัติโดยเคร่งครัด ไม่ว่าจะเปลี่ยนผู้บริหารหรือคณะผู้บริหารตามวาระกี่รุ่นก็ตาม ก็ยังคงให้มีการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดีเป็นแก่นแกนในการปฏิบัติเรื่อยไป จึงจะส่งผลต่อการสร้างภาพลักษณ์อันดีงามขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเกิดขึ้น จนทำให้ประชาชนมีความยอมรับ นับถือ และเชื่อมั่นได้ว่า ผู้ที่ได้รับเลือกตั้งเข้ามาทำหน้าที่บริหารท้องถิ่น มีความตั้งใจเข้ามาบริหารงานเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่เข้ามาเพื่อตักตวงผลประโยชน์หรือถอนทุนแล้วก็จากไปแบบไม่มีความผิด ทั้งที่ประชาชนในท้องถิ่นก็รับรู้ว่ามีพฤติการณ์แบบนั้นจริง สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่เมื่อตรวจสอบตามพยานเอกสารแล้วก็ไม่พบความผิด กลายเป็นคลื่นกระทบฝั่ง ลูกแล้วลูกเล่า และกลายเป็นตำนานให้ลูกหลานเล่าขานกันเรื่อยไป
สรุป
การสร้างธรรมาภิบาล คือ การสร้างการควบคุมภายในขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอีกแนวทางหนึ่ง แต่การสร้างระบบการควบคุมภายในให้ได้ตามมาตรฐานของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ให้เกิดประสิทธิผลและประสิทธิภาพนั้น เป็นหน้าที่ของผู้บริหารที่จะต้องพิจารณาดำเนินการเสริมสร้างระบบที่ดี สร้างสภาพแวดล้อมภายในที่ดี และพัฒนาบุคลากรให้มีคุณธรรม จริยธรรมอย่างเข้มข้น และมีทักษะอย่างเพียงพอในการปฏิบัติงาน การกำหนดวัตถุประสงค์ของการควบคุมภายในขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรใช้แบบผสมผสาน คือ เน้นทั้งการบริหาร การใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่า การป้องกันการทุจริตประพฤติมิชอบ และการรายงานที่ถูกต้อง แล้วจัดให้มีการตรวจสอบภายในอย่างสม่ำเสมอว่ามีการดำเนินงานบรรลุตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดหรือไม่ อย่างไร
ทั้งนี้ ภาคประชาชนที่เป็นผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งจึงควรต้องเข้ามารับรู้และแก้วิกฤติปัญหานั้นด้วยตนเองเช่นกัน (ธานินทร์ กรัยวิเชียร , 2547 : 56 -57 ) ด้วยการให้ความสนใจและพิถีพิถันเลือกสรรบุคคลเข้ามาเป็นตัวแทนในทางการเมืองทั้งระดับชาติ และระดับท้องถิ่น โดยการเลือกบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถ เป็นคนดีจริง ๆ เท่านั้น เข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน ให้ดูเหมือนกับว่าเป็นกระบวนการร่อนทอง ( a cleansing process) ให้ได้ทองบริสุทธิ์จริง ๆ ก็จะเป็นแนวทางแก้วิกฤติการทุจริตคอร์รัปชั่นได้อีกทางหนึ่ง ไม่ใช่สะท้อนความต้องการประชาธิปไตยเพียงแค่รูปแบบเท่านั้น เพราะตามหลักรัฐศาสตร์เชื่อว่า ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศเป็นบุคคลประเภทใด ก็จะเลือกคนประเภทเดียวกันนั้นมาเป็นผู้ปกครองตนเอง