ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น

 
การค้นหาขั้นสูง

334617 กระทู้ ใน 25035 หัวข้อ- โดย 128425 สมาชิก - สมาชิกล่าสุด: maneepun

24 พฤษภาคม 2012, 09:21:13 PM
งานราชการ ชุมชนคนท้องถิ่น : เว็บ community อันดับ 1 ของวงการท้องถิ่นท้องถิ่น น่ารู้บทความท้องถิ่นท้องถิ่นภิวัฒน์ในกระแสโลกาภิวัตน์ [ศ.นพ.ประเวศ วะสี]
หน้า: [1]   ลงล่าง
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: ท้องถิ่นภิวัฒน์ในกระแสโลกาภิวัตน์ [ศ.นพ.ประเวศ วะสี]  (อ่าน 3587 ครั้ง)
ส.เสือ™
(ผู้ดูแลบอร์ด)
เซียน(GURU)
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1875



เว็บไซต์
« เมื่อ: 09 ตุลาคม 2010, 09:46:22 AM »





บทความวิจัย
ท้องถิ่นภิวัฒน์ในกระแสโลกาภิวัตน์   
       
ศ.นพ.ประเวศ  วะสี  ราษฎรอาวุโส
สรุปความจากการสัมมนาผู้นำท้องถิ่นเหลียวหลังมองปัจจุบันกับการคาดหวังขอนแก่นทศวรรษหน้า
วันที่ 24  ตุลาคม  2551  ณ  ห้องมงกุฎเพชร  โรงแรมโฆษะ

การพัฒนาของประเทศ จุดยุทธศาสตร์คืออะไร
      หลักที่จะทำให้การพัฒนาประสบความสำเร็จคือการบูรณาการ  หมายถึงการร่วมมือกันทุกภาคส่วนอย่างเป็นระบบ  เปรียบเสมือนร่างกายของเราที่มีอวัยวะแต่ละอย่างที่ทำงานเป็นอิสระต่อกัน  แต่ทั้งหมดเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน  เพื่อให้เกิดความสมดุล  อวัยวะชิ้นหนึ่งจะใหญ่โตแข็งแรงไปตามลำพัง ในขณะที่อวัยวะอื่นๆ บกพร่องเสื่อมโทรม  ร่างกายก็ดำรงอยู่ไม่ได้เช่นเดียวกัน  หากจะพัฒนาประเทศในด้านเดียว แม้จะทำเต็มที่   แต่เมื่อขาดความสมดุลแล้วก็ไม่สามารถประสบความสำเร็จได้  ดังนั้นจุดสำคัญก็คือ การบูรณาการทั้งหมดให้เป็นระบบ

จุดยุทธศาสตร์ของการพัฒนาประเทศ
      ตัองมีรากฐานแข็งแรงคือชุมชนท้องถิ่น  ต้องส่งเสริมความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนในทุกๆ ด้าน  ทั้งเศรษฐกิจ การเมือง การศึกษาฯ   เปรียบได้กับการสร้างเจดีย์ที่ต้องมีฐาน ที่มั่นคงรองรับ  แต่การพัฒนาประเทศที่ผ่านมา  เราเริ่มจากยอดในทุกๆเรื่อง  จึงทำให้ล้มเหลวมาโดยตลอด  ทั้งด้านเศรษฐศาสตร์ การศึกษา รวมทั้งการเมืองที่เริ่มต้นจากการเมืองระดับชาติ  เป็นผลให้ประชาธิปไตยของเราล้มลุกคลุกคลานตลอดมา  เพราะปราศจากประชาธิปไตยท้องถิ่น  หากเรามองดูประเทศที่ประสบความสำเร็จ เช่น สหรัฐอเมริกา  แนวความคิดในการพัฒนาประเทศคือการรวมตัวของท้องถิ่น  จึงทำให้เขาเจริญอย่างรวดเร็ว  เพราะมีท้องถิ่นเป็นฐานในทุกๆ ด้าน  ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม การเมือง สังคม วัฒนธรรม ฯ  หากประเทศเราสามารถรวมตัวกันได้สำเร็จ ภายใน 5-10 ปีนี้  เราเจริญรุ่งเรืองได้แน่นอน  เพราะประเทศไทยมีทรัพยากรเหลือเฟือ  เราสามารถผลิตอาหารได้เหลือกิน  ซึ่งเป็นจุดแข็งของเรา  ผมเชื่อว่า ต่อไปแม้เศรษฐกิจโลกจะผันผวน การเมืองจะวิกฤติ หรืออากาศจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร  เราก็อยู่ได้  ถ้าเรารักษาฐานด้านการเกษตรนี้ไว้ได้  เพียงแต่เราต้องมีความร่วมมือกันของทุกภาคส่วนโดยไม่แบ่งพวกแบ่งฝ่าย  สิ่งเหล่านั้นล้านเป็นมายาคติ  หากเรารวมตัวกันในฐานะที่เป็นคนไทยด้วยกัน ที่ต้องการเห็นประเทศของเราพัฒนา  เราจะสร้างความอยู่เย็นเป็นสุขได้โดยไม่ยากเลย
      ลองนึกภาพดูว่า  หากเราทำให้หมู่บ้าน ชุมชนต่างๆ หายจนได้  อำนาจซื้อของชุมชนก็จะมีมาก  เศรษฐกิจของชาติหากวางอยู่บนเศรษฐกิจชุมชนที่มั่นคง  และมีความเชื่อมโยงกัน  ก็จะมีความมั่นคงมาก  แต่ทุกวันนี้เศรษฐกิจของเราไปอิงอยู่กับต่างประเทศ  เมื่อเศรษฐกิจต่างชาติเกิดวิกฤติเราก็ล่มสลายตามไปด้วย  ดังนั้นยุทธศาสตร์ของประเทศคือ  ส่งเสริมให้ชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็งทุกด้าน  ทั้งเศรษฐกิจ สังคม จิตใจ สิ่งแวดล้อม สุขภาพ การมีส่วนร่วมทางการเมืองฯ  และทุกระบบของชาติต้องเชื่อมโยงกับชุมชนท้องถิ่น  ทั้งระบบการศึกษา ธุรกิจ การสื่อสารฯ
      ชุมชน คือหมู่บ้าน ทั่วประเทศ  ซึ่งมีประมาณกว่า 7 หมื่นชุมชน  ท้องถิ่นคือรัฐ  เช่น อบต. อบจ. เทศบาล  ท้องถิ่นอย่าทำงานตามลำพัง  ต้องทำงานร่วมกับชุมชนเสมอ  จึงทำให้เกิดประชารัฐ  สิ่งสำคัญอีกส่วนหนึ่งที่จะทำให้ประชารัฐเกิดขึ้นได้ก็คือความรู้  ที่ผ่านมามหาวิทยาลัยยังมีส่วนในการให้ความรู้แก่ชุมชนท้องถิ่นน้อยมาก  ดังนั้น  หากมหาวิทยาลัยส่งเสริมความรู้ให้กับชุมชนท้องถิ่นอย่างเต็มที่แล้ว  จะทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่าสามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา   ประกอบด้วย   ความรู้ สังคม อำนาจรัฐ  หากทั้งสามส่วนประสานเชื่อมโยงกัน จะสามารถขับเคลื่อนประเทศได้  ในกระบวนการนี้  ความรู้เป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่การปฏิบัติ  จึงจะทำให้ประสบความสำเร็จ  สังคมหากขาดความรู้ก็ขาดพลังและอาจเฉไฉไปได้  มีแต่ความเห็นแต่ขาดความรู้ก็ไปไม่ได้     ส่วนอำนาจรัฐไม่ว่าจะเป็นระดับใดหากทั้งสามส่วนนี้เชื่อมโยงกันได้    ก็จะสามารถทำสิ่งที่ยากๆ ที่เรียกว่า เขยื้อนภูเขาได้

หลักสำคัญในการทำงานร่วมกัน
      การเริ่มต้นจากการทำสิ่งดีๆ ตัวอย่างที่ดีๆ เพราะการเริ่มต้นทำสิ่งที่ดีแล้วประสบความสำเร็จนั้นจะทำให้เกิดกำลังใจ
และความเชื่อถือไว้วางใจกัน  การทำงานต้องมีใจร่วมกัน  ต้องเอาใจนำ แล้วใช้ความรู้ตาม  ความรู้ต่างกันสามารถทำงานร่วมกันได้  ความรู้หาเพิ่มเติมได้  การพัฒนาประเทศอย่าเอาปัญหาหรือทฤษฎีเป็นตัวตั้ง  เพราะการที่เรารวมตัวกันเพื่อทำสิ่งใหม่นั้นง่ายกว่าการแก้ปัญหา  ถ้าเรามีใจเพื่อเพื่อนมนุษย์  อยากเห็นเขามีความสุข  เราก็จะคิดต่อไปว่าทำอย่างไรเขาจึงจะมีความสุข  เราก็จะคิดต่อไปว่าทำอย่างไรเขาจึงจะมีความสุข  ทำอย่างไรที่จะแก้ปัญหาของเขาได้  ความคิดเช่นนี้ทำให้เกิดการวิจัย  เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อช่วยเพื่อนมนุษย์ได้  แล้วจึงนำความรู้มาใช้ในการสร้างนวัตกรรมต่อไป
      การทำงานร่วมกันนั้น  สิ่งสำคัญคือจะต้องมีระบบ  มีความเชื่อมโยงกันในทุกด้าน ทั้งเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ฯ  ปัจจุบัน  กรมต่างๆ ของเราแยกกันหมด  ไม่มีความเชื่อมโยงกัน แม้จะเป็นเรื่องเดียวกัน  การศึกษาเราก็แยกส่วน  วิชาก็ส่วนหนึ่ง  ชีวิตก็ส่วนหนึ่ง  ถ้าเอาชีวิตเป็นตัวตั้งก็ต้องเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เป็นต้น   แต่เราเอาวิชาเป็นตัวตั้ง  ทำให้การศึกษาของเราอ่อนแอ  ขาดจากรากเหง้าวัฒนธรรม  ต้นไม้ขาดจากรากไม่ได้ฉันใด  วิถีชีวิตก็ขาดจากรากเหง้าวัฒนธรรมไม่ได้ฉันนั้น
      ดังนั้น  การที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นมาร่วมกับชุมชนท้องถิ่นในครั้งนี้  จึงนับเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของการศึกษา  ชุมชนจะแข็งแรงอย่างรวดเร็ว  และมหาวิทยาลัยเองก็จะได้เรียนรู้ถึงแนวทางการปฏิรูปการศึกษา  และปฏิรูปการวิจัย   มหาวิทยาลัยไม่ควรทำวิจัยเพื่อมองหาปัญหา  แต่ควรทำวิจัยเชิงบวก นั่นคือ ศึกษาว่าชุมชนท้องถิ่นใดมีสิ่งดีๆ อะไรบ้าง  แล้วนำไปเผยแพร่  เป็นการให้กำลังใจ  สร้างการเรียนรู้ร่วมกัน  เชื่อมโยงความรู้ระหว่างชุมชนเพื่อให้เกิดเครือข่าย  นักวิชาการควรเป็นผู้รับฟังความคิด ข้อเสนอจากชุมชน  แล้วเชื่อมโยงกับแหล่งวิชาการ เพื่อให้เกิดการพัฒนา  การแก้ปัญหาและบูรณาการ
หัวใจหลักในการพัฒนา
      การส่งเสริมให้มีสัมมาชีพเต็มพื้นที่  พื้นที่หมายถึงทั้งหมู่บ้าน ตำบล จังหวัด  สัมมาชีพคืออาชีพที่สุจริต  ไม่เบียดเบียนตนเอง ผู้อื่น สิ่งแวดล้อม มีรายจ่ายน้อยกว่ารายรับ  เอาสัมมาชีพเป็นตัวตั้ง  ไม่ใช่เอาผลิตภัณฑ์มวลรวม หรือ GDP  เป็นตัวตั้ง  เพราะ GDP  ไม่ได้ประกอบด้วย  คุณธรรม จริยธรรม  GDP เพิ่ม หมายถึง รายได้เพิ่มขึ้น  แต่ไม่ได้คำนึงถึงที่มาของรายได้  ถ้าที่ใดมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่แล้ว  ความชั่วทุกชนิดจะลดลง  มีตัวอย่างปรากฏให้เห็นแล้ว เช่น ต.ยกกระบัตร อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร  ซึ่งเดิมเต็มไปด้วยแหล่งอาชญากรรม และอบายมุข  ต่อมามีพระนักพัฒนาท่านหนึ่ง คือพระครูสาครสังวรกิจ  ได้เข้าไปพัฒนา  ท่านพบปัญหาความยากจนของประชากรในหมู่บ้าน  จึงแก้ปัญหาด้วยการสอนชาวบ้านให้ปลูกมะพร้าว  โดยพระเป็นผู้นำ  หาพันธุ์มะพร้าวที่ดีมาให้ชาวบ้าน  เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม  จนปัจจุบันชาวบ้านแทบทุกครัวเรือนต่างทำน้ำตาลจากมะพร้าวจนเป็นสินค้าขึ้นชื่อของจังหวัด  ชาวบ้านทุกคนมีรายได้  ความยากจนหายไป  ความชั่วร้ายทุกอย่างก็หายไปได้หมดเพราะทุกคนมีสัมมาชีพ
      ในหลายๆ ตัวอย่างที่ได้ประสบมาและน่าจะเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาความยากจนได้  ก็คือการเกษตรในลักษณะผสมผสาน  หลายคนประสบปัญหาเพราะทำนาเพียงอย่างเดียว  จึงเปลี่ยนแปลงวิธีทำการเกษตร  โดยแบ่งพื้นที่ขุดสระ เลี้ยงปลา ปลูกพืชผัก ผลไม้ มีพอกันในครัวเรือน  ส่วนที่เหลือขายเป็นรายได้  ส่วนจะทำกิจการอื่นๆ เป็นอาชีพก็สามารถทำได้  หลายคนใช้แนวทางนี้ในการประกอบสัมมาชีพและสามารถหลุดพ้นจากความยากจนได้  เมื่อฐานะมั่นคงขึ้น  สิ่งที่ตามมาคือคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น  มีความสุขขึ้นและจะไม่กลับไปสู่อบายมุข หรือความชั่วร้ายใดๆอีก  สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า  เราสามารถใช้ทั้งการศึกษา เศรษฐศาสตร์ สิ่งแวดล้อม จริยธรรมควบคู่กันได้  ประเทศของเรามีสิ่งที่ดีๆ หากเราจะพัฒนาประเทศด้วยทัศนคติที่ว่า  เรามีสิ่งที่ดีอยู่มาก นำสิ่งที่มีอยู่มาเผยแพร่  สร้างเป็นเครือข่ายที่มั่นคง และพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นต่อไป  มหาวิทยาลัยในปัจจุบันเอาตัวชี้วัดเป็นตัวตั้ง  ทุกอย่างคิดเป็นค่าคะแนนจนทำให้เสียวัฒนธรรมทางการศึกษาที่ดีๆ ไป  ดังนั้นมหาวิทยาลัยจึงไม่ควรหลงไปกับตัวชี้วัดที่กำหนดขึ้นจนเกินไป  ควรมีตัวชี้วัดของตนเองว่า  เรามีจุดหมายอะไร  การทำงานร่วมกับจังหวัดขอนแก่นอาจไม่มีตัวชี้วัดในกพร.  ก็ควรสะท้อนให้เขาทราบด้วยว่า  ตัวชี้วัดมีข้อบกพร่องอะไร  มหาวิทยาลัยน่าประชุมร่วมกันถึงคุณและโทษของตัวชี้วัด  เมืองไทยมีสิ่งที่มีคุณค่าที่วัดไม่ได้อยู่มากที่เรียกว่า Nonmeasurable asset  ดังนั้น  ถ้าเราใช้ตัวชี้วัดที่วัดได้ทั้งหมด  มันจะเอียงไปสู่วัตถุนิยม  ขาดคุณค่าที่ให้พลังในการทำงาน  มีเพียงเทคนิค

การเชื่อมโยงเศรษฐกิจมหภาคกับเศรษฐกิจชุมชนให้เกื้อฉันลกัน
      ในแต่ละชุมชนควรมีห้องสมุดเป็นศูนย์การศึกษาค้นคว้า  มีอินเตอร์เน็ทเชื่อมโยงข้อมูลข่าวสารและการติดต่อสื่อสาร  มีพิพิธภัณฑ์ที่ตำบลทำขึ้นเอง  เป็นศูนย์กลางการวิจัยท้องถิ่นด้านประวัติศาสตร์ของแต่ละตำบล  ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้คนในชุมชนเกิดความรู้สึกมีส่วนร่วม  มีความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมของตน มีศูนย์ศิลปะชุมชน  ซึ่งนอกจากจะจรรโลงใจแล้ว  ยังเป็นเครื่องสื่อจินตนาการของผู้คน  และเป็นเครื่องพัฒนาจิตใจ  มีศูนย์กีฬา  ศูนย์การเรียนรู้พิเศษ ทุกอย่างรวมกันเป็น Cluster   และมีตลาดชุมชนจำหน่างสินค้าการเกษตรหรือผลิตภัณฑ์ หัตถกรรมจากชุมชน  ซึ่งใช้พลังงานน้อยมาก  แล้วทำโฮมสเตย์ที่สะอาด ร่มรื่น ไม่แพงนัก ไว้รับรองนักท่องเที่ยว  ชาวบ้านก็มีรายได้  นักท่องเที่ยวก็ได้มาเรียนรู้เรื่องของชุมชน  เพราะวิธีการศึกษาของเราทุกวันนี้ ทำให้คนในระดับบนจากไปนานจากวิถีชีวิตชุมชน  แต่ถ้าเรามีการท่องเที่ยวชุมชน  ประโยชน์ก็คือนำคนมาเรียนรู้  ดึงสังคมเข้ามาหากัน  แต่ในที่นี้ทุกตำบลต้องประกันความปลอดภัยได้ ชาวบ้านต้องได้รับส่วนแบ่งที่เป็นธรรม  นั่นคือแต่ละชุมชนต้องได้รับการพัฒนาวิชาชีพ  โดยเฉพาะวิชาช่างต่างๆ  สถาบันการศึกษา หน่วยราชการเช่น ทหารเป็นต้น ต้องมาฝึกอบรมให้ความรู้แก่ชุมชน  ถนน สาธารณูปโภคต่างๆ ชุมชนต้องมีส่วนเป็นเจ้าของ  ต้องช่วยกันดูแล  ปรับปรุง ซ่อมแซม  และได้รับประโยชน์  ต้องมีการส่งเสริมพลังงาน ชุมชน พลังงานทางเลือก พัฒนาระบบสื่อสารโดยชาวบ้านเป็นผู้สื่อได้   ไม่ใช่เป็นผู้รับอย่างเดียว  มีระบบการเงินของท้องถิ่น เช่นกองทุนชาวบ้าน  วันข้างหน้าชุมชนควรจะรวมตัวกัน  เพื่อให้มีความเข้มแข็ง   มีอำนาจต่อรอง และต้องคืบคลานไปในเรื่องสิทธิชุมชนท้องถิ่นมากขึ้น
      การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นนั้นสำคัญมาก  เพราะความขัดแย้งทางการเมืองในทุกวันนี้คือ  การขัดแย้งระหว่างอำนาจรวมศูนย์กับวัฒนธรรมท้องถิ่น  ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ก็คือปัญหานี้  วัฒนธรรมไหนก็ควรจะให้ดำเนินไปตามวัฒนธรรมนั้น เช่น จังหวัดขอนแก่นก็อาจรวมตัวกับจังหวัดใกล้เคียงที่มีวัฒนธรรมใกล้เคียงกันทำอะไรต่างๆ ตามวิถีของตน  ถ้าท้องถิ่นของเราเข้มแข็ง  เป็นตัวของตัวเอง  สักวันเราควรได้เลือกผู้ว่าราชการจังหวัดเหมือนกรุงเทพฯ  เพื่อจะได้ผู้บริหารจากท้องถิ่นที่รู้ปัญหา  เข้าถึงชุมชนจริงๆ  และในวันข้างหน้าผู้บริหารท้องถิ่นที่เก่งๆ ก็น่าจะเป็นผู้นำประเทศได้เหมือนกับที่สหรัฐอเมริการเลือกตั้งประธานาธิบดี
      ดังนั้น จุดยุทธศาสตร์ชาติจึงอยู่ที่ชุมชนท้องถิ่น  เราต้องร่วมมือกันทำให้ท้องถิ่นเข้มแข็งทุกด้าน  เพื่อให้เป็นฐานของประเทศ  ชุมชนท้องถิ่นยั่งยืนก็จะทำให้สังคมทั้งหมดยั่งยืนเช่นกัน”


ปิยะนุช  บุศราคำ  เรียบเรียง
วารสารสำนักบริหารการวิจัย ปีที่ 3 ฉบับที่ 4  ต.ค.-ธ.ค. 2551 หน้า 29-34
นำเสนอโดย  ฝ่ายบริการและเผยแพร่วิชาการ กองวิชาการและแผนงาน เทศบาลนครขอนแก่น


Share

บันทึกการเข้า

StAr~DuSt
เซียน(GURU)
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1481



อีเมล์
« ตอบ #1 เมื่อ: 17 ธันวาคม 2010, 02:40:15 PM »





งานวิจัยเพ้อฝันเพ้อเจ้อ วาดวิมานในอากาศ
พวกมันไม่สนองด้วยหรอก ก็รู้ๆอยู่พวกมันโหยหาแต่เงิน
เงินคือพระเจ้า ใครๆก็ต้องการ หรือ ราษฎรอาวุโส ปลูกข้าวกินเอง หรือราษฎรอาวุโส ไม่รับเงินค่าวิทยากรไปซื้อข้าวกิน! สุดท้ายราษฎรอาวุโสก็ต้องใช้เงินทำอะไรๆต่ออะไรในการดำรงชีพอยู่

ปล.ฟังดูดีนะพูดซะสวยหรู พวกออกจากห้องประชุมไม่ถึง 5 นาทีมันก็ลืม ไปสังสรรค์กินเหล้ากันต่อ ไม่เก็บไปคิดและนำพาหรอก...เสียดายงบจัดว่ะ
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
พิมพ์
กระโดดไป:  

การตั้งครรภ์ข้อสอบ ก.พ.งานราชการ