ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น

 
การค้นหาขั้นสูง

435015 กระทู้ ใน 35586 หัวข้อ- โดย 184414 สมาชิก - สมาชิกล่าสุด: tonkla2527

24 พฤศจิกายน 2014, 02:27:56 AM
งานราชการ ชุมชนคนท้องถิ่น : เว็บ community อันดับ 1 ของวงการท้องถิ่นชุมชนการสอบห้องแจกข้อสอบ ขอข้อสอบ[แจก]สรุปกฎหมาย ภาค ข. ใช้สอบท้องถิ่น(ผ่านภาค ก.สถ.เเล้ว)
หน้า: [1] 2 3   ลงล่าง
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: [แจก]สรุปกฎหมาย ภาค ข. ใช้สอบท้องถิ่น(ผ่านภาค ก.สถ.เเล้ว)  (อ่าน 19782 ครั้ง)
tonbigs
รองหัวหน้าเว็บ
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 60


tonbigs@hotmail.com tonbigs@yahoo.com
อีเมล์
« เมื่อ: 17 ธันวาคม 2008, 11:36:30 AM »



ตอนที่1

สรุปสาระสำคัญ

ระเบียบว่าด้วยการรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ

พ.ศ. 2517

________________


1.ระเบียบว่าด้วยการรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ พ.ศ. 2517 คณะรัฐมนตรีได้ลงมติให้วางระเบียบนี้

- ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับแก่ส่วนราชการทั้งปวง
 

2.ในระเบียบนี้ มีนิยามต้องจำ คือ

     2.1 ส่วนราชการ หมายถึง ส่วนราชการที่จัดไว้ตามกฎหมายว่าด้วยองค์การของรัฐ และรัฐวิสาหกิจ ตามมติคณะรัฐมนตรี เจ้าหน้าที่ส่วนท้องถิ่นอื่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สารวัตรตำบล แพทย์ประจำตำบล

     2.2 การรักษาความปลอดภัย หมายความถึงบรรดามาตรการที่กำหนดขึ้นตลอดจนการดำเนินการทั้งปวงเพื่อพิทักษ์รักษา และคุ้มครองป้องกันสิ่งที่เป็นความลับของทางราชการ ข้าราชการ ส่วนราชการและทรัพย์สินของแผ่นดินให้พ้นจากการรั่วไหล การจารกรรม การก่อวินาศกรรม การบ่อนทำลาย และการกระทำอื่นใดที่มีผลกระทบกระเทือน หรือเป็นภายต่อความมั่นคงแห่งชาติ

     2.3 การจารกรรม หมายถึง การกระทำใด ๆ โดยทางลับเพื่อให้ได้ล่วงรู้หรือได้ไป หรือส่งสิ่งที่เป็นความลับของทางราชการให้แก่ผู้ไม่มีอำนาจหน้าที่ ผู้ไม่มีความจำเป็นต้องทราบ การกระทำดังกล่าวจะเป็นผลร้ายต่อความมั่นคงแห่งชาติ หรือความสงบเรียบร้อยภายใน

     2.4 การก่อวินาศกรรม หมายถึง การกระทำใด ๆ เพื่อทำลาย ทำความเสียหายต่อทรัพย์สิน วัสดุ อาคาร สถานที่ ยุทธปัจจัย สาธารณูปโภค รวมทั้งการประทุษร้ายต่อบุคคล ทำให้เกิดปั่นป่วนทางการเมือง การทหาร การเศรษฐกิจ และสังคมจิตวิทยา มุ่งหมายที่จะให้เกิดผลร้ายต่อความสงบเรียบร้อย ขวัญ ผลประโยชน์หรือความมั่นคงแห่งชาติ

     2.5 การบ่อนทำลาย หมายความถึง การกระทำใด ๆ ที่มุ่งก่อให้เกิดความแตกแยก ความปั่นป่วน ความกระด้างกระเดื่อง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปลี่ยนแปลงระบอบ หรือล้มล้างสถาบันการปกครองของประเทศ

     2.6 สิ่งที่เป็นความลับของทางราชการ หมายถึง เอกสาร บริภัณฑ์ ยุทธภัณฑ์ ที่สงวนและสิ่งอื่นๆ

     2.7 บริภัณฑ์ หมายถึง เครื่องจักร เครื่องมือ เครื่องกล สิ่งอุปกรณ์

     2.8 ที่สงวน หมายความถึง สิ่งปลูกสร้างทุกชนิดสำหรับการป้องกันประเทศ

     2.9 การเข้าถึง หายความถึง การที่บุคคลมีอำนาจหน้าที่ ได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชาให้ได้ทราบ ครอบครอง ดำเนินการ หรือเก็บรักษาสิ่งที่เป็นความลับของทางราชการ

     2.10 การรั่วไหล หมายถึง สิ่งที่เป็นความลับของทางราชการได้ถูกครอบครองหรือได้ทราบโดยบุคคลผู้ไม่มีอำนาจหน้าที่
 

3.ประเภทและความรับผิดชอบเกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัย

     3.1 การรักษาความปลอดภัยตามระเบียบนี้ แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ

        3.1.1 การรักษาความปลอดภัยเกี่ยวกับบุคคล

        3.1.2 การรักษาความปลอดภัยเกี่ยวกับเอกสาร

        3.1.3 การรักษาความปลอดภัยเกี่ยวกับสถานที่

 

4.ชั้นความลับของทางราชการ

ชั้นความลับของทางราชการ แบ่งออกเป็น 4 ชั้น คือ

      4.1 ลับที่สุด (TOP SECRET)

     4.2 ลับมาก (SECRET)

     4.3 ลับ (CONFIDENTIAL)

     4.4 ปกปิด (RESTRICTED)

     4.1 ลับที่สุด
         ลับที่สุด ได้แก่ความลับที่มีความสำคัญที่สุด เกี่ยวกับข่าวสาร วัตถุ หรือบุคคล ซึ่งถ้าหากความลับดังกล่าวทั้งหมดหรือเพียงบางส่วนรั่วไหลไปถึงบุคคลผู้ไม่มีหน้าที่ได้ทราบ จะทำให้เกิดความเสียหายหรือเป็นภยันตรายต่อความมั่นคง ความปลอดภัย หรือความสงบเรียบร้อยของประเทศชาติหรือพันธมิตรอย่างร้ายแรงที่สุด
ตัวอย่างชั้นลับที่สุด เช่น

?  นโยบาย หรือแผนการที่สำคัญยิ่งของชาติ
?  เอกสารทางการเมืองที่สำคัญยิ่งเกี่ยวกับความมั่นคง
?  แผนยุทธศาสตร์

ผู้มีอำนาจกำหนดชั้น ?ลับที่สุด? ได้แก่ข้าราชการตั้งแต่ตำแหน่ง หรือเทียบเท่าตำแหน่ง ดังต่อไปนี้

   ? อธิบดี                      ? หัวหน้าคณะทูต
   ? ผู้ช่วยทูตฝ่ายทหาร         ? ผู้บัญชาการตำรวจ
    ? ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ และผู้บัญชาการทหารอากาศ

4.2 ลับมาก
         ลับมาก ได้แก่ ความลับที่มีความสำคัญมาก เกี่ยวกับข่าวสาร วัตถุ หรือบุคคลซึ่งถ้าหากความลับดังกล่าวทั้งหมดหรือเพียงบางส่วนรั่วไหลไปถึงบุคคลที่ไม่มีหน้าที่ได้ทราบ จะทำให้เกิดความเสียหายหรือเป็นภยันตรายต่อความมั่นคง ความปลอดภัยของประเทศชาติหรือพันธมิตรหรือความสงบเรียบร้อยภายในราชอาณาจักรอย่างร้ายแรง
ตัวอย่างชั้นลับมาก เช่น
? แผน โครงการ รายงาน ข้อตกลง เช่น แผนการปราบปรามผู้ก่อการร้าย
? รายงานที่อาจจะก่อให้เกิดผลร้ายทางขวัญ หรือาจจะกระทบกระเทือนต่อการปฏิบัติการทางทหารที่สำคัญ ๆ
? แผนการสงคราม หรือแผนการยุทธ หรือแผนการทางทหารใด ๆ รวมทั้งเอกสารที่เกี่ยวข้องอันมีลักษณะคล้ายคลึงกับที่กล่าวมาแล้วในหัวข้อลับที่สุด

ผู้มีอำนาจกำหนดชั้น ?ลับมาก? ได้แก่ข้าราชการตั้งแต่ตำแหน่ง หรือเทียบเท่าตำแหน่งดังต่อไปนี้
? หัวหน้ากอง
? ผู้บังคับการกรม
? ผู้บังคับหมวดเรือ
? ผู้บังคับการกองบิน

4.3 ลับ
         ลับ ได้แก่ความลับที่มีความสำคัญเกี่ยวกับ ข่าวสาร วัตถุหรือบุคคล ซึ่งถ้าหากความลับดังกล่าวทั้งหมด หรือเพียงบางส่วนรั่วไหลไปถึงบุคคลผู้ไม่มีหน้าที่ได้ทราบจะทำให้เกิดความเสียหายต่อทางราชการ หรือต่อเกียรติภูมิของประเทศชาติหรือพันธมิตรได้
ตัวอย่างชั้นลับ เช่น
?  ระเบียบวาระการประชุมลับ
?  ประกาศหรือคำสั่งที่สำคัญที่อยู่ในระหว่างดำเนินการ

4.4 ปกปิด
       ปกปิด ได้แก่ความลับซึ่งไม่พึงเปิดเผยให้ผู้ไม่มีหน้าที่ได้ทราบ โดยสงวนไว้ให้ทราบเฉพาะบุคคลที่มีหน้าที่ต้องทราบเพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติราชการเท่านั้น
ตัวอย่างชั้นปกปิด เช่น
?  เอกสารของทางราชการบางเรื่องที่มุ่งหมายสำหรับใช้ในราชการเท่านั้น
?  ประกาศหรือคำสั่งที่มิได้จัดไว้ในชั้นความลับอื่นซึ่งยังอยู่ในระหว่างดำเนินการและยังไม่สมควรเปิดเผย

ผู้มีอำนาจกำหนดชั้น ?ลับ? และ ?ปกปิด? ได้แก่ข้าราชการตำแหน่งหรือเทียบเท่าตำแหน่ง ดังต่อไปนี้

?  หัวหน้าแผนก
?  ผู้บังคับกองร้อย
?  ผู้บังคับการเรือชั้นสาม
?  ผู้บังคับหมวดบิน



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21 ธันวาคม 2010, 01:01:03 AM โดย ส.เสือ™ » บันทึกการเข้า

  Drawing the Future
tonbigs
รองหัวหน้าเว็บ
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 60


tonbigs@hotmail.com tonbigs@yahoo.com
อีเมล์
« ตอบ #1 เมื่อ: 17 ธันวาคม 2008, 11:49:34 AM »



4.1 เครื่องหมายแสดงชั้นความลับ

การแสดงชั้นความลับของสิ่งที่เป็นความลับให้ปฏิบัติดังต่อไปนี้
?  เอกสารลับโดยปกติให้ประทับหรือเขียนตัวอักษรตามชั้นความลับที่กึ่งกลางหน้ากระดาษทั้งด้านบนและด้านล่างขอทุกหน้าเอกสารที่มีชั้นความลับนั้น ตัวอักษรต้องให้มีขนาดโตกว่าอักษรธรรมดา และใช้สีแดงหรือสีอื่นที่เห็นเด่นชัดสำหรับชั้นความลับส่วนรวมของเอกสารให้แสดงไว้ที่หน้าแรกในลักษณะเช่นเดียวกัน

4.2 การปรับชั้นความลับและยกเลิกชั้นความลับ
ผู้บังคับบัญชาตามสายงานมีอำนาจที่จะปรับชั้นความลับได้เมื่อพิจารณาเห็นว่าการกำหนดชั้นความลับสูงไปหรือต่ำไป

4.3 การดำเนินการเกี่ยวกับเอกสารลับที่สุดและลับมาก

?   การจัดทำ
          การร่าง เขียน พิมพ์ แปล สำเนาคัดลอก ฯลฯ เอกสารลับที่สุดและลับมาก ต้องกระทำโดยบุคคลผู้มีอำนาจหน้าที่ซึ่งได้รับความไว้วางใจไม่ต่ำกว่าชั้นความลับของเอกสารนั้น และทำในสถานที่ที่ปลอดภัย

?   การส่ง
          การส่ง การเสนอ และการเวียนอกสาร ภายในส่วนราชการเดียวกัน ต้องใช้ใบปกเอกสารลับ (รปภ. 8 หรือ รปภ. 9) ปิดทับเอกสาร เพื่อป้องกันผู้อื่นลอบดูข้อความภายในและเพื่อเป็นการเตือนให้ระมัดระวังถึงการรักษาความปลอดภัยแก่เอกสารแต่ละชั้นความลับ

?   การบรรจุเพื่อส่งออกนอกส่วนราชการ
          จะต้องบรรจุซองหรือห่อหีบแสงสองชั้นอย่างมั่นคง พร้อมด้วยใบรับเอกสารลับ (รปภ.6) ต้องบรรจุอยู่ในซองหรือห่อชั้นใน ให้จ่าหน้าโดยลงที่เอกสารชื่อหรือตำแหน่งผู้รับและส่วนราชการของผู้ส่งพร้อมทั้งทำเครื่องหมาย ?ลับที่สุด? หรือ ?ลับมาก? ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ส่วนซองหรือห่อชั้นนอกนั้นห้ามทำเครื่องหมายแสดงชั้นความลับ บุคคลผู้มีอำนาจกำหนดชั้นความลับของเอกสารเป็นผู้ปิดผนึกลงลายมือชื่อกำกับไว้บนรอยที่ปิดผนึก

?   การส่งข้อความโดยทางคมนาคม
           ข้อความ ?ลับที่สุด? ห้ามใช้โทรศัพท์หรือเครื่องพูดที่มีลักษณะการทำงานคล้ายคลึงกันในการติดต่อ ข้อความ ?ลับมาก? อาจใช้โทรศัพท์หรือเครื่องพูดที่มีลักษณะการทำงานคล้ายคลึงในการติดต่อได้

?   การเก็บรักษา
           การเก็บเอกสารลับที่สุดและลับมากให้ปลอดภัย ต้องปฏิบัติคือ เอกสารลับที่สุดและลับมากจะต้องเก็บไว้ในห้องนิรภัยหรือตู้นิรภัย

?   การยืม
          การยืมเอกสารลับที่สุดและลับมากไปใช้ในราชการ หัวหน้าส่วนราชการผู้ยืม

?   การทำลาย
          ให้หัวหน้าส่วนราชการมีคำสั่งแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบในการทำลาย 3 คน การทำลายให้ใช้วิธีเผาแล้วขยี้ขี้เถ้าให้เป็นผงหรือด้วยวิธีแปรรูปอย่างอื่น ๆ จนไม่สามารถทราบความลับในซากเอกสารนั้นได้

4.4  การดำเนินการเกี่ยวกับเอกสารชั้นลับและปกปิด

?   การจัดทำ
        การร่าง เขียน พิมพ์ แปล สำเนาคัดลอก ฯลฯ เอกสารชั้นลับและปกปิดจะต้องกระทำโดยบุคคลผู้มีอำนาจหน้าที่ซึ่งได้รับความไว้วางใจไม่ต่ำกว่าชั้นความลับของเอกสารนั้นและทำในสถานที่ที่ปลอดภัย

?   การส่ง
        การส่ง การเสนอ และการเวียนเอกสารภายในส่วนราชการเดียวกัน และต้องใช้ใบปกเอกสารลับ (รปภ.10 หรือ รปภ.11) ปิดทับเอกสาร เพื่อป้องกันผู้อื่นลอบดูข้อความภายใน และเพื่อเป็นการเตือนให้ระมัดระวังถึงการักษาความปลอดภัยแก่เอกสารแต่ละชั้นความลับ

?  การบรรจุเพื่อส่งออกนอกส่วนราชการ
        เอกสารชั้นลับ จะต้องบรรจุซองหรือห่อสองชั้นอย่างมั่นคง ซองหรือห่อชั้นนอกต้องทึบแสง ส่วนเอกสารชั้นปกปิด จะบรรจุซองหรือห่อทึบแสงชั้นเดียวก็ได้ บนซองหรือห่อชั้นใน ให้จ่าหน้าโดยลงที่เอกสารชื่อหรือตำแหน่งผู้รับและส่วนราชการของผู้ส่งพร้อมทั้งทำเครื่องหมาย ?ลับ? หรือ ?ปกปิด? ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ส่วนซองหรือห่อชั้นนอกห้ามทำเครื่องหมายแสดงชั้นความลับ บุคคลผู้มีอำนาจหน้าที่ปิดผนึกเป็นผู้ปิดผนึก

?  การส่งข้อความโดยทางโทรคมนาคม
        ข้อความชั้นลับและปกปิดซึ่งส่งโดยทางโทรคมนาคมให้ปฏิบัติตาม โดยข้อความทั้งหมดต้องส่งเป็นรหัสและดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่รหัสเท่านั้น ข้อความชั้นลับและปกปิดอาจใช้โทรศัพท์หรือเครื่องพูดที่มีลักษณะการทำงานคล้ายคลึงกันในการติดต่อได้

?  การรับ
        เอกสารชั้นลับและปกปิดที่จ่าหน้าซองหรือห่อชั้นในถึงตำแหน่ง ให้บุคคลผู้ครองตำแหน่งนั้นหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายหรือนายทะเบียนเอกสารลับ

?  การเก็บรักษา
        การเก็บรักษาเอกสารชั้นลับและปกปิด เมื่อเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบปิดตู้เก็บเอกสารชั้นลับเรียบร้อยแล้ว ให้เก็บลูกกุญแจไว้ในตู้รวมเก็บลูกกุญแจ

?  การยืม
        การยืมเอกสารชั้นลับและปกปิดไปใช้ในราชการ ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขหัวหน้าส่วนราชการผู้ให้ยืมต้องพิจารณา

?  การทำลาย
        ให้หัวหน้าส่วนราชการมีคำสั่งแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบในการทำลาย 3 คน การทำลายให้ใช้วิธีเผาแล้วขยี้ขี้เถ้าให้เป็นผงหรือด้วยวิธีแปรรูปอย่างอื่น ๆ จนไม่สามารถทราบความลับในซากเอกสารนั้นได้

บันทึกการเข้า

  Drawing the Future
tonbigs
รองหัวหน้าเว็บ
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 60


tonbigs@hotmail.com tonbigs@yahoo.com
อีเมล์
« ตอบ #2 เมื่อ: 17 ธันวาคม 2008, 11:53:14 AM »



1.      การรักษาความปลอดภัยเกี่ยวกับบุคคล
                     การรักษาความปลอดภัยเกี่ยวกับบุคคล คือ มาตรการที่กำหนดขึ้นสำหรับใช้ปฏิบัติต่อข้าราชการหรือผู้ที่จะได้รับความไว้วางใจให้เข้าถึงสิ่งที่เป็นความลับของทางราชการหรือให้ปฏิบัติหน้าที่ราชการที่สำคัญ
5.1 ความมุ่งหมาย
      เพื่อเลือกเฟ้นตรวจสอบให้ได้บุคคลที่มีลักษณะเหมาะสมแก่การบรรจุเข้ารับราชการหรือให้ปฏิบัติหน้าที่และเพื่อกำหนดระดับความไว้วางใจในการมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับความลับ
5.2 การให้ปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับเรื่องลับที่สุดหรือลับมากล
  ?   ก่อนที่จะมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับความลับของทางราชการชั้นลับที่สุดหรือลับมาก จะต้องผ่านการตรวจสอบประวัติและพฤติการณ์โดยละเอียด
  ?   มีคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษร แต่งตั้งบุคคลซึ่งได้รับความไว้วางใจให้ปฏิบัติหน้าที่
  ?   บุคคลใดที่พ้นตำแหน่งหรือหน้าที่เกี่ยวกับความลับของทางราชการ ชั้นลับที่สุดหรือลับมากแล้ว ต้องคัดชื่อออกจากทำเนียบลับที่สุดหรือลับมาก
 
2. การปฏิบัติเมื่อเกิดการละเมิดการรักษาความปลอดภัย
  ?      เพื่อลดความเสียหายให้เหลือน้อยที่สุด และป้องกันมิให้เกิดการละเมิดการรักษาความปลอดภัยซ้ำอีก ตลอดจนค้นหาข้อบกพร่อง สาเหตุ ผลเสียหาย เพื่อนำมาวิเคราะห์วิจัยในการปรับปรุงแก้ไขมาตรการการรักษาความปลอดภัยให้รัดกุมยิ่งขึ้น
6.1  สาเหตุแห่งการละเมิดการรักษาความปลอดภัย
           อันเป็นเหตุให้ความลับของทางราชการรั่วไหลวัสดุหรือสถานที่ต้องถูกทำลายหรือเสียหาย เกิดจากสาเหตุสำคัญ 2 ประการ คือ
              ก. การขาดจิตสำนึกและขาดวิสัยในการรักษาความปลอดภัย ความประมาทเลินเล่อ ความไม่รอบคอบ ความเกียจคร้าน และย่อหย่อนต่อหน้าที่ หรือความเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว
              ข. การจารกรรมและการก่อวินาศกรรมอันเกิดจากการกระทำของบุคคลภายนอกหรือข้าราชการทรยศหรือที่ตกเป็นเครื่องมือของฝ่ายตรงข้ามหรือร่วมกัน

บันทึกการเข้า

  Drawing the Future
tonbigs
รองหัวหน้าเว็บ
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 60


tonbigs@hotmail.com tonbigs@yahoo.com
อีเมล์
« ตอบ #3 เมื่อ: 17 ธันวาคม 2008, 11:59:19 AM »



ส่วนที่ 1

ลำดับขั้นตอนการปฏิบัติงานการจัดการเก็บภาษีป้าย

        การจัดเก็บภาษีป้าย เป็นงานในหน้าที่ของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น ตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. 2510 และพระราชบัญญัติภาษีป้าย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2 ) พ.ศ.2534

       ขั้นตอนการปฏิบัติที่จะเสนอต่อไปนี้ เป็นการเรียบเรียงจากแนวปฏิบัติตามที่กำหนด และตามแนวทางที่กระทรวงมหาดไทยสั่งการ รวมทั้งข้อเสนอแนะตามความเห็นและประสบการณ์ของผู้เรียบเรียงที่ได้เคยปฏิบัติหน้าที่ในฐานะพนักงานเจ้าหน้าที่และฐานะผู้บริหารท้องถิ่น ข้อความใดเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด หรือตามที่มีหนังสือสั่งการของกระทรวงมหาดไทยก็ได้ระบุไว้ในเชิงอรรถเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องชัดเจน

         ผู้ปฏิบัติงานจัดเก็บภาษีป้าย หรือผู้บริหารท้องถิ่น สามารถปรับปรุงเปลี่ยนแปลงทางปฏิบัติตามที่กฎหมายโดยผู้เรียบเรียงได้ระบุระยะเวลากำกับแต่ละขั้นตอนเอาไว้เพื่อให้เกิดความสะดวกและถูกต้องในการปฏิบัติจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้

          ระยะที่ 1   เป็นระยะเวลาที่เจ้าที่สมควรเตรียมการไว้ก่อนเริ่มฤดูกาลจัดเก็บภาษี ได้แก่ การเตรียมข้อมูลเกี่ยวกับภาษี การประชาสัมพันธ์ให้กับประชาชนได้รับความรู้และข่าวสารเกี่ยวกับป้ายภาษี การเตรียมการเจ้าหน้าที่ และการเตรียมแบบพิมพ์ที่ต้องใช้ เวลาในระยะที่ 1 นี้ เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม รวมเวลา 3 เดือน

          ระยะที่ 2   เป็นระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดให้ประชาชนผู้ซึ่งเป็นเจ้าของป้าย หรือ ผู้ครอบครองป้าย หรือผู้อยู่ในบังคับที่ต้องรับผิดชอบในการเสียภาษีจะต้องไปยื่นแบบพิมพ์ตามกำหนด จะมีความผิดและรับโทษตามกฎหมาย สำหรับเจ้าหน้าที่ของท้องถิ่นก็จะต้องอำนวยความสะดวก ทำการ ประชาสัมพันธ์ และตรวจสอบความถูกต้องสมบูรณ์แบบของแบบพิมพ์ที่ประชาชนมายื่น รวมทั้งการประเมินค่าภาษีแจ้งให้ผู้เสียภาษีป้ายทราบ

          ระยะที่ 3   การติดตามประเมินผลเพื่อการเร่งรัดการยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้าย และการเร่งรัดให้ผู้รับประเมินมาชำระค่าภาษีภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด รวมทั้งการออกตรวจสอบ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับป้ายหรือเจ้าของป้ายและการพิจารณาคำร้องอุทธรณ์การประเมิน และการดำเนินคดีต่อผู้ที่ไม่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้ายภายในเดือนมีนาคม ระยะที่ 3 นี้ เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน ถึงวันที่ 30 มิถุนายน รวมเวลา 3 เดือน

          ระยะที่ 4   เป็นเรื่องการดำเนินการบังคับจัดเก็บป้ายภาษีตามที่กฎหมายกำหนด ได้แก่ การติดตามผลการดำเนินคดีจากพนักงานสอบสวนฝ่ายปกครอง การดำเนินงานเกี่ยวกับการยึดอายัดทรัพย์ของผู้ค้างชำระภาษีป้าย และการกำเนินการในเรื่องที่เกี่ยวข้อง เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม ถึงวันที่ 30 กันยายน รวมเวลา 3 เดือน

 1. ระยะเตรียมการก่อนการจัดเก็บภาษีป้าย (ต้นเดือนตุลาคม ถึงสิ้นเดือนธันวาคม)

การจัดเก็บภาษีป้ายประจำปีจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ของทุกปี แต่สำหรับงานนี้จะต้องมีการเตรียมการล่วงหน้าหลายอย่างทั้งที่ต้องปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนดและการเตรียมการเพื่อที่ทำให้การจัดเก็บภาษีป้ายเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและจัดเก็บได้อย่างมีประสิทธิภาพ การเตรียมการก่อนการจัดเก็บป้ายควรจะเริ่มต้นอย่างช้าไม่เกินวันที่ 1 ตุลาคม ของปี ต่อเนื่อง ไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม ก่อนที่จะเริ่มการจัดเก็บภาษีตามที่กฎหมายกำหนด เรื่องที่ควรจะเตรียมการล่วงหน้าในขั้นตอนนี้อาจจะมีอยู่มากมายหลายเรื่องขึ้นอยู่กับแนวคิดของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหรือตามที่ผู้บังคับบัญชาเห็นสมควร แต่อย่างน้อยควรจะประกอบด้วยเรื่อง ต่อไปนี้

        แต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่และเจ้าหน้าที่ผู้ร่วมปฏิบัติงานจัดเก็บภาษีป้าย

การแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นอำนาจของผู้บริหารของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. 2510 เพื่อที่เจ้าหน้าที่ของท้องถิ่นมีอำนาจและมีหน้าที่ในการปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนด

ผู้บริหารท้องถิ่น ตามที่ได้กำหนดไว้ในมาตรา 10 แห่ง พ.ร.บ.ภาษีป้าย พ.ศ. 2510 แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.ภาษีป้าย (ฉบับที่ 2 ) พ.ศ. 2534 ได้แก่

1. นายกเทศมนตรี  มีสำหรับในเขตเทศบาล

2. ประธานกรรมการสุขาภิบาล สำหรับในเขตสุขาภิบาล

3. ผู้ว่าราชการจังหวัด สำหรับในเขตองค์การบริหารส่วนจังหวัด

4. ผู้ว่าราชการจังหวัดกรุงเทพมหานคร สำหรับในเขตกรุงเทพมหานคร

5. ปลัดเมืองพัทยา สำหรับในเขตเมืองพัทยา

6. หัวหน้าผู้บริหารขององค์กรปกครองท้องถิ่น ที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดให้เป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่น สำหรับในเขตข้าราชการส่วนท้องถิ่นนั้น ขณะนี้ได้มีประกาศกระทรวงมหาดไทย ลงวันที่ 2 มิถุนายน 2538 ให้องค์การบริหารส่วนตำบลเป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่นที่มีอำนาจจัดเก็บภาษีป้ายแล้ว

กฎหมายไม่ได้บังคับไว้ว่าจะต้องแต่งตั้งผู้ใด แต่กระทรวงมหาดไทยสั่งการให้แต่งตั้งเจ้าหน้าที่ของท้องถิ่นที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับการจัดเก็บรายได้เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่โดยไม่จำกัดจำนวน
ดังนั้น การแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นหน้าที่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานคลังที่ทำหน้าที่จัดเก็บรายได้จึงควรแต่งตั้งดังนี้

1. ออกคำสั่งของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น โดยผู้บริหารท้องถิ่นนั้นเป็นผู้ลงนามแต่งตั้ง

2. บุคคลที่สมควรแต่งตั้งเป็นพนักงานเจ้าที่ควรเป็นข้าราชการหรือพนักงานประจำตั้งแต่ระดับสูงสุดของหน่วยงานลงมา เช่น ปลัดกรุงเทพมหานคร ปลัดเทศบาล ปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด ปลัดสุขาภิบาล หัวหน้าสำนัก ปลัดเมืองพัทยา ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล รองปลัดฯ ผู้อำนวยการสำนักงานคลัง ผู้อำนวยการกองรายได้ ผู้อำนวยการ กองคลัง หัวหน้ากอง หัวหน้าฝ่าย และหัวหน้างานที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับรายได้ในหน่วยงานนั้น

กรณีกรุงเทพมหานคร ควรแต่งผู้อำนวยการเขต และผู้ที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับการจัดเก็บรายได้ในสำนักงานเขตตามลำดับลงมาจนถึงระดับหัวหน้างาน ถ้ามีสำนักงานสาขาและเจ้าหน้าที่ระดับหัวหน้าฝ่ายหัวหน้างานที่ทำหน้าที่จัดเก็บรายได้ในสาขานั้นด้วย

กรณีองค์การบริหารส่วนจังหวัดที่ยังมรการจัดเก็บภาษีในท้องที่สภาตำบลควรแต่งตั้งหัวหน้าส่วนอำเภอ ผู้ช่วยหัวหน้าส่วนอำเภอ หัวหน้าหมวดอำเภอ หัวหน้าหมวดงานคลังในส่วนอำเภอนั้นด้วย

3. อำนาจหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ได้รับคำสั่งแต่งตั้งให้เป็นอำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายว่าด้วยป้ายภาษีกำหนดไว้และเรียงลำดับผู้ปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดินดูตัวอย่างคำสั่งดังต่อไป

ส่วนที่ 1

ลำดับขั้นตอนการปฏิบัติงานการจัดการเก็บภาษีป้าย

         การจัดเก็บภาษีป้าย เป็นงานในหน้าที่ของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น ตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. 2510 และพระราชบัญญัติภาษีป้าย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2 ) พ.ศ.2534

       ขั้นตอนการปฏิบัติที่จะเสนอต่อไปนี้ เป็นการเรียบเรียงจากแนวปฏิบัติตามที่กำหนด และตามแนวทางที่กระทรวงมหาดไทยสั่งการ รวมทั้งข้อเสนอแนะตามความเห็นและประสบการณ์ของผู้เรียบเรียงที่ได้เคยปฏิบัติหน้าที่ในฐานะพนักงานเจ้าหน้าที่และฐานะผู้บริหารท้องถิ่น ข้อความใดเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด หรือตามที่มีหนังสือสั่งการของกระทรวงมหาดไทยก็ได้ระบุไว้ในเชิงอรรถเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องชัดเจน

          ผู้ปฏิบัติงานจัดเก็บภาษีป้าย หรือผู้บริหารท้องถิ่น สามารถปรับปรุงเปลี่ยนแปลงทางปฏิบัติตามที่กฎหมายโดยผู้เรียบเรียงได้ระบุระยะเวลากำกับแต่ละขั้นตอนเอาไว้เพื่อให้เกิดความสะดวกและถูกต้องในการปฏิบัติจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้

           ระยะที่ 1   เป็นระยะเวลาที่เจ้าที่สมควรเตรียมการไว้ก่อนเริ่มฤดูกาลจัดเก็บภาษี ได้แก่ การเตรียมข้อมูลเกี่ยวกับภาษี การประชาสัมพันธ์ให้กับประชาชนได้รับความรู้และข่าวสารเกี่ยวกับป้ายภาษี การเตรียมการเจ้าหน้าที่ และการเตรียมแบบพิมพ์ที่ต้องใช้ เวลาในระยะที่ 1 นี้ เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม รวมเวลา 3 เดือน

           ระยะที่ 2   เป็นระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดให้ประชาชนผู้ซึ่งเป็นเจ้าของป้าย หรือ ผู้ครอบครองป้าย หรือผู้อยู่ในบังคับที่ต้องรับผิดชอบในการเสียภาษีจะต้องไปยื่นแบบพิมพ์ตามกำหนด จะมีความผิดและรับโทษตามกฎหมาย สำหรับเจ้าหน้าที่ของท้องถิ่นก็จะต้องอำนวยความสะดวก ทำการ ประชาสัมพันธ์ และตรวจสอบความถูกต้องสมบูรณ์แบบของแบบพิมพ์ที่ประชาชนมายื่น รวมทั้งการประเมินค่าภาษีแจ้งให้ผู้เสียภาษีป้ายทราบ

           ระยะที่ 3   การติดตามประเมินผลเพื่อการเร่งรัดการยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้าย และการเร่งรัดให้ผู้รับประเมินมาชำระค่าภาษีภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด รวมทั้งการออกตรวจสอบ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับป้ายหรือเจ้าของป้ายและการพิจารณาคำร้องอุทธรณ์การประเมิน และการดำเนินคดีต่อผู้ที่ไม่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้ายภายในเดือนมีนาคม ระยะที่ 3 นี้ เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน ถึงวันที่ 30 มิถุนายน รวมเวลา 3 เดือน

           ระยะที่ 4   เป็นเรื่องการดำเนินการบังคับจัดเก็บป้ายภาษีตามที่กฎหมายกำหนด ได้แก่ การติดตามผลการดำเนินคดีจากพนักงานสอบสวนฝ่ายปกครอง การดำเนินงานเกี่ยวกับการยึดอายัดทรัพย์ของผู้ค้างชำระภาษีป้าย และการกำเนินการในเรื่องที่เกี่ยวข้อง เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม ถึงวันที่ 30 กันยายน รวมเวลา 3 เดือน

1. ระยะเตรียมการก่อนการจัดเก็บภาษีป้าย (ต้นเดือนตุลาคม ถึงสิ้นเดือนธันวาคม)

         การจัดเก็บภาษีป้ายประจำปีจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ของทุกปี แต่สำหรับงานนี้จะต้องมีการเตรียมการล่วงหน้าหลายอย่างทั้งที่ต้องปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนดและการเตรียมการเพื่อที่ทำให้การจัดเก็บภาษีป้ายเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและจัดเก็บได้อย่างมีประสิทธิภาพ  การเตรียมการก่อนการจัดเก็บป้ายควรจะเริ่มต้นอย่างช้าไม่เกินวันที่ 1 ตุลาคม ของปี ต่อเนื่อง ไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม ก่อนที่จะเริ่มการจัดเก็บภาษีตามที่กฎหมายกำหนด เรื่องที่ควรจะเตรียมการล่วงหน้าในขั้นตอนนี้อาจจะมีอยู่มากมายหลายเรื่องขึ้นอยู่กับแนวคิดของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหรือตามที่ผู้บังคับบัญชาเห็นสมควร แต่อย่างน้อยควรจะประกอบด้วยเรื่อง ต่อไปนี้

           แต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่และเจ้าหน้าที่ผู้ร่วมปฏิบัติงานจัดเก็บภาษีป้าย

การแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นอำนาจของผู้บริหารของหน่วยการบริหารราชการ                 ส่วนท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. 2510 เพื่อที่เจ้าหน้าที่ของท้องถิ่นมีอำนาจและมีหน้าที่ในการปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนด

ผู้บริหารท้องถิ่น ตามที่ได้กำหนดไว้ในมาตรา 10 แห่ง พ.ร.บ.ภาษีป้าย พ.ศ. 2510 แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.ภาษีป้าย (ฉบับที่ 2 ) พ.ศ. 2534 ได้แก่

1. นายกเทศมนตรี  มีสำหรับในเขตเทศบาล

2. ประธานกรรมการสุขาภิบาล สำหรับในเขตสุขาภิบาล

3. ผู้ว่าราชการจังหวัด สำหรับในเขตองค์การบริหารส่วนจังหวัด

4. ผู้ว่าราชการจังหวัดกรุงเทพมหานคร สำหรับในเขตกรุงเทพมหานคร

5. ปลัดเมืองพัทยา สำหรับในเขตเมืองพัทยา

6. หัวหน้าผู้บริหารขององค์กรปกครองท้องถิ่น ที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดให้เป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่น สำหรับในเขตข้าราชการส่วนท้องถิ่นนั้น ขณะนี้ได้มีประกาศกระทรวงมหาดไทย ลงวันที่ 2 มิถุนายน 2538 ให้องค์การบริหารส่วนตำบลเป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่นที่มีอำนาจจัดเก็บภาษีป้ายแล้ว

กฎหมายไม่ได้บังคับไว้ว่าจะต้องแต่งตั้งผู้ใด แต่กระทรวงมหาดไทยสั่งการให้แต่งตั้งเจ้าหน้าที่ของท้องถิ่นที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับการจัดเก็บรายได้เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่โดยไม่จำกัดจำนวน
ดังนั้น การแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นหน้าที่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานคลังที่ทำหน้าที่จัดเก็บรายได้จึงควรแต่งตั้งดังนี้

1.   ออกคำสั่งของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น โดยผู้บริหารท้องถิ่นนั้นเป็นผู้ลงนามแต่งตั้ง

2.   บุคคลที่สมควรแต่งตั้งเป็นพนักงานเจ้าที่ควรเป็นข้าราชการหรือพนักงานประจำตั้งแต่ระดับสูงสุดของหน่วยงานลงมา เช่น ปลัดกรุงเทพมหานคร ปลัดเทศบาล ปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด ปลัดสุขาภิบาล หัวหน้าสำนัก ปลัดเมืองพัทยา ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล รองปลัดฯ ผู้อำนวยการสำนักงานคลัง ผู้อำนวยการกองรายได้ ผู้อำนวยการ กองคลัง หัวหน้ากอง หัวหน้าฝ่าย และหัวหน้างานที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับรายได้ในหน่วยงานนั้น

กรณีกรุงเทพมหานคร ควรแต่งผู้อำนวยการเขต และผู้ที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับการจัดเก็บรายได้ในสำนักงานเขตตามลำดับลงมาจนถึงระดับหัวหน้างาน ถ้ามีสำนักงานสาขาและเจ้าหน้าที่ระดับหัวหน้าฝ่ายหัวหน้างานที่ทำหน้าที่จัดเก็บรายได้ในสาขานั้นด้วย

กรณีองค์การบริหารส่วนจังหวัดที่ยังมรการจัดเก็บภาษีในท้องที่สภาตำบลควรแต่งตั้งหัวหน้าส่วนอำเภอ ผู้ช่วยหัวหน้าส่วนอำเภอ หัวหน้าหมวดอำเภอ หัวหน้าหมวดงานคลังในส่วนอำเภอนั้นด้วย

3.   อำนาจหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ได้รับคำสั่งแต่งตั้งให้เป็นอำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายว่าด้วยป้ายภาษีกำหนดไว้และเรียงลำดับผู้ปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดินดูตัวอย่างคำสั่งดังต่อไปนี้

บันทึกการเข้า

  Drawing the Future
tonbigs
รองหัวหน้าเว็บ
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 60


tonbigs@hotmail.com tonbigs@yahoo.com
อีเมล์
« ตอบ #4 เมื่อ: 17 ธันวาคม 2008, 12:02:36 PM »



ออกคำสั่งแต่งตั้งเจ้าหน้าผู้ช่วยปฏิบัติงานภาษีป้าย

มีความจำเป็นต้องมีเจ้าที่ผู้ช่วยในการปฏิบัติในการปฏิบัติการ เนื่องจากกฎหมายป้ายไม่ได้กำหนดให้ผู้เป็นเจ้าของป้ายต้องขออนุญาตติดตั้งป้ายต่อเจ้าพนักงานใด เว้นแต่ป้ายนั้นเป็นสิ่งปลูกสร้าง จากนั้น จึงดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยภาษีป้ายเมื่อถึงเวลา

เจ้าของป้ายจำนวนมากไม่ทราบว่าตนจะต้องเสียภาษีป้าย เนื่องจากมีความสับสนในเรื่องการเป็นเจ้าของป้ายกับการเป็นเจ้าของธุรกิจที่ทำโฆษณา จึงไม่มีการยื่นแบบแสดงรายการป้ายตามที่กำหมายกำหนด และเจ้าที่ก็อาจจะไม่ทราบว่าป้ายใดเสียภาษีแล้วหรือไม่

ดังนั้น ท้องถิ่นจึงจำเป็นต้องแต่งตั้งเจ้าช่วยปฏิบัติงานภาษีป้ายในห้วงเวลาก่อน จัดเก็บภาษีและหลังจากการจัดเก็บภาษีแล้ว

การแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ดังกล่าวควรประกอบด้วยเจ้าที่ทางกองช่างโยธาและเจ้าที่กองคลังเพื่อให้เกิดการประสานอันเกี่ยวกับข้อมูลป้าย ทั้งที่จะต้องได้รับอนุญาตก่อนทำการก่อสร้างตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคารและเป็นป้ายตามกฎหมายว่าด้วยภาษีป้าย

การปฏิบัติหน้าที่นี้คือ การตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับป้ายและการตรวจป้ายและการตรวจสอบป้ายที่ติดตั้งตามสถานที่ต่างๆ เพื่อให้มีข้อมูลที่ถูกต้องและสามารถจักเก็บภาษีป้ายได้ครบถ้วน

                        ทำการประชาสัมพันธ์

การประชาสัมพันธ์เป็นหัวใจสำคัญของการปฏิบัติงานเก็บรายได้ทุกประเภทเพราะกาประชาสัมพันธ์ย่อมมีความมุ่งหมายที่จะสร้างความเข้าใจให้กับประชาชนทั่วไป ให้เกิดทัศนคติที่ดีต่อการเสียภาษีอากรให้แก่บ้านเมืองและให้ความร่วมมือกับทางราชการไม่เพียงแต่เสียภาษีอากรของตนเองนั้น แต่จะช่วยชักชวนและชี้แจงให้ผู้อื่นให้ความร่วมมือด้วย

ลักษณะการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับภาษีป้าย สามารถจัดทำได้หลายรูปแบบ ทั้งการ ประชาสัมพันธ์สมัยใหม่ได้คิดค้น มากมาย ที่สำคัญ คือ การมุ่งสู่ประชาชนกลุ่มเป้าหมายของท้องถิ่นให้ทั่วถึงที่สุด

1.3   สำรวจตรวจสอบทะเบียนผู้เสียภาษี ข้อมูลจากแผนที่ภาษีและทะเบียนและทะเบียนทรัพย์สินหรือป้ายที่ปรากฏในท้องที่

การสำรวจตรวจสอบเพื่อให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับป้ายและเจ้าของป้าย ควรดำเนินให้สอดคล้องกับการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ช่วยปฏิบัติงาน และการปรับปรุงข้อมูลในแผนที่ภาษีและทะเบียนทรัพย์สิน

การตรวจสอบสำหรับเทศบาลและเมืองพัทยาให้ใช้ข้อมูลจากทะเบียนทรัพย์สิน (ผท.4และผท.5) เป็นหลักโดยการจัดทำเกณฑ์ค้างรับ (กค.1) ตามที่ได้มีคำสั่งจากกระทรวงมหาดไทยกำหนดให้ถือปฏิบัติ

สุขาภิบาลที่มีการจัดทำแผนที่ภาษีทรัพย์สินแล้วให้ปฏิบัติเช่นเดียวกับ เทศบาล ส่วนท้องถิ่นอื่นที่ยังไม่มีการจัดทำแผนที่ภาษีและทรัพย์สิน ให้มีการทำทะเบียนจากการสำรวจตรวจสอบจากสภาพข้อเท็จจริงและจักทำทะเบียนในแบบที่สะดวกแก่การตรวจสอบ เช่น แบ่งเป็นกลุ่มถนน หรือตามเขตหมู่บ้าน ทั้งนี้จะต้องมีการตรวจสอบทบทวนทุกสัปดาห์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกลุ่มของป้ายที่ติดตั้งโดยไม่ต้องอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคาร

ส่วนป้ายที่กำหนดให้ต้องอนุญาตก่อนทำการก่อสร้าง ตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคารนั้นก็ควรจะจัดให้มีระบบการใช้ ข้อมูลร่วมกันระหว่างฝ่ายช่างกับฝ่ายคลังให้เหมาะสมและเกิดผลดี

การตรวจสอบข้อมูลนี้ เจ้าหน้าที่จะพบว่า มีป้ายที่หลบเลี่ยงไม่ได้ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีป้ายอยู่จำนวนหนึ่ง ซึ่งเจ้าหน้าที่ควรรายงานให้ผู้บริหารท้องถิ่นทราบเพื่อให้พิจารณาเรียก เจ้าของป้ายมารับทราบการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมายและแก้ไขข้อถูกต้อง ซึ่งอาจจะมีการดำเนินคดีและเรียกให้ชำระค่าภาษีตามกฎหมาย

ภายหลังการตรวจสอบแล้วท้องถิ่นจะได้ข้อมูลหรือทะเบียนป้ายและชื่อผู้ที่ต้องชำระภาษีป้ายที่เป็นปัจจุบันพร้อมที่จะใช้เป็นหลัดฐานในการจัดเก็บภาษีป้ายได้อย่างดี การตรวจสอบและการปรับปรุงข้อมูลในทะเบียนนี้อย่างต่อเนื่องจะทำให้ท้องถิ่นสามารถปฏิบัติงานจัดเก็บภาษีป้ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

1.4   ฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บภาษีป้าย และซักซ้อมการปฏิบัติ

การฝึกอบรมเจ้าหน้าที่เป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นต่อการปฏิบัติงาน หากมุ่งหวังให้เกิดประสิทธิภาพอย่างจริงจัง เพราะเมื่อหน้าที่ได้รับอบรมมีความรู้ความเข้าใจเกิดทักษะในการปฏิบัติและมีทัศนคติที่เหมาะสมต่อการทำงานนี้แล้ว เจ้าหน้าที่เหล่านั้นก็จะเป็นกำลังสำคัญในการประสบผลสำเร็จ

ในการจัดการฝึกอบรมท้องถิ่นมักจะมองว่าเป็นเรื่องยุ่งยากและเป็นเรื่องยากลำบาก ทั้งนี้เพราะไปคิดถึงเรื่องการฝึกอบรมอย่างที่ส่วนกลางจัด หรือการฝึกอบรมตามสถาบันต่างๆ แท้ที่จริงแล้ว การฝึกอบรมเจ้าหน้าที่เพื่อการปฏิบัติงานเกี่ยวกับการจัดเก็บรายได้เป็นเรื่องไม่ยุ่งยากอะไร เพราะเท่ากับการจัดประชุมชี้แจงและถามตอบปัญหาในทางปฏิบัติเท่านั้น

ดังนั้น ท้องถิ่นจึงควรจัดการฝึกอบรมโดยกกำหนดจุดประสงค์และเป้าหมายดังนี้

วัตถุประสงค์ของการฝึกอบรม

เพื่อทำให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรม มีความรู้ เกี่ยวกับกฎหมายภาษีป้ายเพียงพอที่จะอ้างและค้นคว้าทางปฏิบัติได้เมื่อความสงสัย หรือมีผู้โต้แย้งในทางปฏิบัติ

เพื่อทำให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรม มีความเข้าใจและเกิดทัศนคติ ในการปฏิบัติงาน ทำให้งาน ถูกต้องและมีความรวดเร็ว

เพื่อทำให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรม มีทัศนคติ ที่เหมาะสมกับการปฏิบัติงาน ทำให้มีความรับผิดชอบ ขยันขันแข็งและซื่อสัตย์สุจริต รวมทั้งเป็นผู้สร้างภาพลักษณ์ที่งดงานให้แก่ท้องถิ่นด้วย

 

เป้าหมายของการฝึกอบรม

อบรมเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานจัดเก็บภาษีป้าย และงานที่เกี่ยวข้อง จำนวน.....คน หลังจากจบการฝึกอบรมแล้วผู้ผ่านการฝึกอบรมควรสามารถ......

1.อธิบายคำนิยามของคำว่า ?ป้าย? ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ได้อย่างถูกต้อง

2. จำแนกประเภทของป้ายเป็นประเภทตามที่กฎหมายกำหนดได้ถูกต้อง

3. บอกได้ว่า ป้ายประเภทใดได้รับการยกเว้นภาษีป้ายตามกฎหมาย

4. คำนวณค่าภาษีป้ายได้อย่างถูกต้อง และสามารถให้เหตุผลตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดได้

5. บอกกำหนดระยะเวลาที่จะต้องปฏิบัติตามลำดับขั้นตอนของกฎหมายได้ถูกต้อง

6. อธิบายเกี่ยวกับโทษทางอาญาที่จะเกิดจากการฝ่าฝืนกฎหมายภาษีป้ายได้อย่างถูกต้อง

วิทยากรผู้ทำการฝึกอบรม

วิทยากรหรือผู้ทำหน้าที่เป็นผู้ฝึกอบรม อาจใช้เจ้าหน้าที่ของท้องถิ่นเอง หรือใช้วิทยากรจากหน่วยงานภายนอก ทางที่ดีท้องถิ่นควรหาโอกาสส่งเจ้าหน้าที่ของท้องถิ่นเข้าขอรับการฝึกอบรมจากส่วนกลางเพื่อกลับมาทำหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่ฝึกอบรมหรือเป็นวิทยากรท้องถิ่นเองจะมีความสะดวกและเกิดความประหยัด

1.5 เตรียมสถานที่และเอกสารที่จะต้องใช้ให้พร้อม

เรื่องการจัดเตรียมสถานที่และเอกสารก็เป็นเรื่องที่จำเป็นที่ไม่อาจมองข้ามได้ ดารมีสถานที่ปฏิบัติงานที่สะดวกบรรยากาศดี และสัมพันธ์กันกับขั้นตอนการทำงาน จะทำให้งานคล่องตัว รวดเร็ว ไม่ติดขัด

ส่วนเอกสาร โดยเฉพาะแบบพิมพ์ต่างๆ ควรสำรวจและจัดเตรียมให้พร้อมและเพียงพอ ก็จะทำให้การปฏิบัติงานการบริการประชาชนเป็นไปอย่างรวดเร็วและถูกต้องเรียบร้อย

ในเรื่องนี้น่าจะรวมไปถึงบรรยากาศของสถานที่ราชการที่ประชาชนมักจะมองว่า สถานที่ราชการมีบรรยากาศที่ชวนให้เคร่งเครียดและมีความเป็น ?ทางการ? มากเกินไป ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการเป็นมิตรที่ดีระหว่างประชาชนกับราชการ เรื่องนี้ผู้บริหารท้องถิ่นซึ่งก็มาจากการเลือกตั้งของประชาชนอยู่แล้วอาจจะมีแนวทางแก้ไขได้ไม่ยากนัก
บันทึกการเข้า

  Drawing the Future
tonbigs
รองหัวหน้าเว็บ
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 60


tonbigs@hotmail.com tonbigs@yahoo.com
อีเมล์
« ตอบ #5 เมื่อ: 17 ธันวาคม 2008, 12:03:27 PM »



ออกคำสั่งแต่งตั้งเจ้าหน้าผู้ช่วยปฏิบัติงานภาษีป้าย
มีความจำเป็นต้องมีเจ้าที่ผู้ช่วยในการปฏิบัติในการปฏิบัติการ เนื่องจากกฎหมายป้ายไม่ได้กำหนดให้ผู้เป็นเจ้าของป้ายต้องขออนุญาตติดตั้งป้ายต่อเจ้าพนักงานใด เว้นแต่ป้ายนั้นเป็นสิ่งปลูกสร้าง จากนั้น จึงดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยภาษีป้ายเมื่อถึงเวลา

เจ้าของป้ายจำนวนมากไม่ทราบว่าตนจะต้องเสียภาษีป้าย เนื่องจากมีความสับสนในเรื่องการเป็นเจ้าของป้ายกับการเป็นเจ้าของธุรกิจที่ทำโฆษณา จึงไม่มีการยื่นแบบแสดงรายการป้ายตามที่กำหมายกำหนด และเจ้าที่ก็อาจจะไม่ทราบว่าป้ายใดเสียภาษีแล้วหรือไม่

ดังนั้น ท้องถิ่นจึงจำเป็นต้องแต่งตั้งเจ้าช่วยปฏิบัติงานภาษีป้ายในห้วงเวลาก่อน จัดเก็บภาษีและหลังจากการจัดเก็บภาษีแล้ว

การแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ดังกล่าวควรประกอบด้วยเจ้าที่ทางกองช่างโยธาและเจ้าที่กองคลังเพื่อให้เกิดการประสานอันเกี่ยวกับข้อมูลป้าย ทั้งที่จะต้องได้รับอนุญาตก่อนทำการก่อสร้างตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคารและเป็นป้ายตามกฎหมายว่าด้วยภาษีป้าย

การปฏิบัติหน้าที่นี้คือ การตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับป้ายและการตรวจป้ายและการตรวจสอบป้ายที่ติดตั้งตามสถานที่ต่างๆ เพื่อให้มีข้อมูลที่ถูกต้องและสามารถจักเก็บภาษีป้ายได้ครบถ้วน

                        ทำการประชาสัมพันธ์

การประชาสัมพันธ์เป็นหัวใจสำคัญของการปฏิบัติงานเก็บรายได้ทุกประเภทเพราะกาประชาสัมพันธ์ย่อมมีความมุ่งหมายที่จะสร้างความเข้าใจให้กับประชาชนทั่วไป ให้เกิดทัศนคติที่ดีต่อการเสียภาษีอากรให้แก่บ้านเมืองและให้ความร่วมมือกับทางราชการไม่เพียงแต่เสียภาษีอากรของตนเองนั้น แต่จะช่วยชักชวนและชี้แจงให้ผู้อื่นให้ความร่วมมือด้วย

ลักษณะการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับภาษีป้าย สามารถจัดทำได้หลายรูปแบบ ทั้งการ ประชาสัมพันธ์สมัยใหม่ได้คิดค้น มากมาย ที่สำคัญ คือ การมุ่งสู่ประชาชนกลุ่มเป้าหมายของท้องถิ่นให้ทั่วถึงที่สุด

1.3   สำรวจตรวจสอบทะเบียนผู้เสียภาษี ข้อมูลจากแผนที่ภาษีและทะเบียนและทะเบียนทรัพย์สินหรือป้ายที่ปรากฏในท้องที่

การสำรวจตรวจสอบเพื่อให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับป้ายและเจ้าของป้าย ควรดำเนินให้สอดคล้องกับการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ช่วยปฏิบัติงาน และการปรับปรุงข้อมูลในแผนที่ภาษีและทะเบียนทรัพย์สิน

การตรวจสอบสำหรับเทศบาลและเมืองพัทยาให้ใช้ข้อมูลจากทะเบียนทรัพย์สิน (ผท.4และผท.5) เป็นหลักโดยการจัดทำเกณฑ์ค้างรับ (กค.1) ตามที่ได้มีคำสั่งจากกระทรวงมหาดไทยกำหนดให้ถือปฏิบัติ

สุขาภิบาลที่มีการจัดทำแผนที่ภาษีทรัพย์สินแล้วให้ปฏิบัติเช่นเดียวกับ เทศบาล ส่วนท้องถิ่นอื่นที่ยังไม่มีการจัดทำแผนที่ภาษีและทรัพย์สิน ให้มีการทำทะเบียนจากการสำรวจตรวจสอบจากสภาพข้อเท็จจริงและจักทำทะเบียนในแบบที่สะดวกแก่การตรวจสอบ เช่น แบ่งเป็นกลุ่มถนน หรือตามเขตหมู่บ้าน ทั้งนี้จะต้องมีการตรวจสอบทบทวนทุกสัปดาห์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกลุ่มของป้ายที่ติดตั้งโดยไม่ต้องอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคาร

ส่วนป้ายที่กำหนดให้ต้องอนุญาตก่อนทำการก่อสร้าง ตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคารนั้นก็ควรจะจัดให้มีระบบการใช้ ข้อมูลร่วมกันระหว่างฝ่ายช่างกับฝ่ายคลังให้เหมาะสมและเกิดผลดี

การตรวจสอบข้อมูลนี้ เจ้าหน้าที่จะพบว่า มีป้ายที่หลบเลี่ยงไม่ได้ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีป้ายอยู่จำนวนหนึ่ง ซึ่งเจ้าหน้าที่ควรรายงานให้ผู้บริหารท้องถิ่นทราบเพื่อให้พิจารณาเรียก เจ้าของป้ายมารับทราบการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมายและแก้ไขข้อถูกต้อง ซึ่งอาจจะมีการดำเนินคดีและเรียกให้ชำระค่าภาษีตามกฎหมาย

ภายหลังการตรวจสอบแล้วท้องถิ่นจะได้ข้อมูลหรือทะเบียนป้ายและชื่อผู้ที่ต้องชำระภาษีป้ายที่เป็นปัจจุบันพร้อมที่จะใช้เป็นหลัดฐานในการจัดเก็บภาษีป้ายได้อย่างดี การตรวจสอบและการปรับปรุงข้อมูลในทะเบียนนี้อย่างต่อเนื่องจะทำให้ท้องถิ่นสามารถปฏิบัติงานจัดเก็บภาษีป้ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

1.4   ฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บภาษีป้าย และซักซ้อมการปฏิบัติ

การฝึกอบรมเจ้าหน้าที่เป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นต่อการปฏิบัติงาน หากมุ่งหวังให้เกิดประสิทธิภาพอย่างจริงจัง เพราะเมื่อหน้าที่ได้รับอบรมมีความรู้ความเข้าใจเกิดทักษะในการปฏิบัติและมีทัศนคติที่เหมาะสมต่อการทำงานนี้แล้ว เจ้าหน้าที่เหล่านั้นก็จะเป็นกำลังสำคัญในการประสบผลสำเร็จ

ในการจัดการฝึกอบรมท้องถิ่นมักจะมองว่าเป็นเรื่องยุ่งยากและเป็นเรื่องยากลำบาก ทั้งนี้เพราะไปคิดถึงเรื่องการฝึกอบรมอย่างที่ส่วนกลางจัด หรือการฝึกอบรมตามสถาบันต่างๆ แท้ที่จริงแล้ว การฝึกอบรมเจ้าหน้าที่เพื่อการปฏิบัติงานเกี่ยวกับการจัดเก็บรายได้เป็นเรื่องไม่ยุ่งยากอะไร เพราะเท่ากับการจัดประชุมชี้แจงและถามตอบปัญหาในทางปฏิบัติเท่านั้น

ดังนั้น ท้องถิ่นจึงควรจัดการฝึกอบรมโดยกกำหนดจุดประสงค์และเป้าหมายดังนี้

วัตถุประสงค์ของการฝึกอบรม

เพื่อทำให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรม มีความรู้ เกี่ยวกับกฎหมายภาษีป้ายเพียงพอที่จะอ้างและค้นคว้าทางปฏิบัติได้เมื่อความสงสัย หรือมีผู้โต้แย้งในทางปฏิบัติ

เพื่อทำให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรม มีความเข้าใจและเกิดทัศนคติ ในการปฏิบัติงาน ทำให้งาน ถูกต้องและมีความรวดเร็ว

เพื่อทำให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรม มีทัศนคติ ที่เหมาะสมกับการปฏิบัติงาน ทำให้มีความรับผิดชอบ ขยันขันแข็งและซื่อสัตย์สุจริต รวมทั้งเป็นผู้สร้างภาพลักษณ์ที่งดงานให้แก่ท้องถิ่นด้วย

 

เป้าหมายของการฝึกอบรม

อบรมเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานจัดเก็บภาษีป้าย และงานที่เกี่ยวข้อง จำนวน.....คน หลังจากจบการฝึกอบรมแล้วผู้ผ่านการฝึกอบรมควรสามารถ......

1.             อธิบายคำนิยามของคำว่า ?ป้าย? ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ได้อย่างถูกต้อง

2.             จำแนกประเภทของป้ายเป็นประเภทตามที่กฎหมายกำหนดได้ถูกต้อง

3.             บอกได้ว่า ป้ายประเภทใดได้รับการยกเว้นภาษีป้ายตามกฎหมาย

4.             คำนวณค่าภาษีป้ายได้อย่างถูกต้อง และสามารถให้เหตุผลตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดได้

5.             บอกกำหนดระยะเวลาที่จะต้องปฏิบัติตามลำดับขั้นตอนของกฎหมายได้ถูกต้อง

6.             อธิบายเกี่ยวกับโทษทางอาญาที่จะเกิดจากการฝ่าฝืนกฎหมายภาษีป้ายได้อย่างถูกต้อง

วิทยากรผู้ทำการฝึกอบรม

วิทยากรหรือผู้ทำหน้าที่เป็นผู้ฝึกอบรม อาจใช้เจ้าหน้าที่ของท้องถิ่นเอง หรือใช้วิทยากรจากหน่วยงานภายนอก ทางที่ดีท้องถิ่นควรหาโอกาสส่งเจ้าหน้าที่ของท้องถิ่นเข้าขอรับการฝึกอบรมจากส่วนกลางเพื่อกลับมาทำหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่ฝึกอบรมหรือเป็นวิทยากรท้องถิ่นเองจะมีความสะดวกและเกิดความประหยัด

1.5          เตรียมสถานที่และเอกสารที่จะต้องใช้ให้พร้อม

เรื่องการจัดเตรียมสถานที่และเอกสารก็เป็นเรื่องที่จำเป็นที่ไม่อาจมองข้ามได้ ดารมีสถานที่ปฏิบัติงานที่สะดวกบรรยากาศดี และสัมพันธ์กันกับขั้นตอนการทำงาน จะทำให้งานคล่องตัว รวดเร็ว ไม่ติดขัด

ส่วนเอกสาร โดยเฉพาะแบบพิมพ์ต่างๆ ควรสำรวจและจัดเตรียมให้พร้อมและเพียงพอ ก็จะทำให้การปฏิบัติงานการบริการประชาชนเป็นไปอย่างรวดเร็วและถูกต้องเรียบร้อย

ในเรื่องนี้น่าจะรวมไปถึงบรรยากาศของสถานที่ราชการที่ประชาชนมักจะมองว่า สถานที่ราชการมีบรรยากาศที่ชวนให้เคร่งเครียดและมีความเป็น ?ทางการ? มากเกินไป ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการเป็นมิตรที่ดีระหว่างประชาชนกับราชการ เรื่องนี้ผู้บริหารท้องถิ่นซึ่งก็มาจากการเลือกตั้งของประชาชนอยู่แล้วอาจจะมีแนวทางแก้ไขได้ไม่ยากนัก
บันทึกการเข้า

  Drawing the Future
tonbigs
รองหัวหน้าเว็บ
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 60


tonbigs@hotmail.com tonbigs@yahoo.com
อีเมล์
« ตอบ #6 เมื่อ: 17 ธันวาคม 2008, 12:04:25 PM »



3.   ระยะติดตามประเมินผลการปฏิบัติ  (1 เมษายน ถึง 30 มิถุนายน)

                เมื่อหมดเวลารับแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีป้ายแล้ว (31 มีนาคม เป็นวันสุดท้าย) ก็ถึงเวลาติดตามประเมิลผลการปฏิบัติเพื่อให้การปฏิบัติงานจัดเก็บภาษีป้ายมีประสิทธิภาพ

                ระยะเวลาที่กำหนดไว้สำหรับการติดตามประเมิลผลการปฏิบัติ กำหนดไว้ 3 เดือน คือ 1 เมษายน ถึง 30 มิถุนายน เพื่อเป็นกรอบให้เจ้าหน้าที่วางแผนการปฏิบัติเท่านั้น ในทางที่เป็นจริง ระยะเวลาของการติดตามผลการปฏิบัติอาจจะล่วงเลยจากกำหนดนี้ไป

                ความมุ่งหมายหลักของการติดตามประเมิลผลการปฏิบัตินี้คือการตรวจสอบการชำระภาษีประจำปี

           

 

            3.1   ตรวจสอบทะเบียน หรือข้อมูลป้าย หาตัวผู้ไม่ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีป้าย ภายในกำหนด

                ในระหว่างรับแบบแสดงรายการภาษีป้ายตามขั้นตอนที่กล่าวไปแล้ว เจ้าหน้าที่ควรทำเครื่องหมายจำหน่ายรายชื่อผู้ที่มายื่นแบบแล้วในทะเบียน เพื่อให้ตรวจสอบรายชื่อผู้ที่ยังไม่มายื่นแบบได้ โดยง่าย หากจะเตือนผู้ที่ยังไม่ยื่นแบบก็ควรจะเตือนตั้งแต่สิ้นเดือนมีนาคม เพื่อให้มายื่นแบบได้ทันเวลา

                เมื่อตรวจสอบทะเบียนพบว่าผู้ใดไม่มายื่นแบบแสดงรายงานภาษีป้ายภายในเดือนมีนาคมเจ้าหน้าที่จะต้องทำรายงานเสนอต่อผู้บริหารท้องถิ่น เพื่อเตรียมการดำเนินคดีอาญาตามที่กฎหมายกำหนด

                เจ้าหน้าที่ไม่สมควรอนุโลมหรือผ่อนผัน รับแบบแสดงรายการป้าย เมื่อหมดเวลาตามกกหมายแล้วเพราะเป็นการเสี่ยงต่อความผิดอาญา เนื่องจากผู้ที่ไม่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้ายภายในกำหนด หากเป็นการจงใจไม่ยื่นแบบแล้ว จะต้องระวางโทษปรับสูงถึงห้าหมื่นบาท ถ้าเจ้าหน้าที่รับแบบแสดงรายการหลังจากที่กฎหมายกำหนดไว้ ถ้าเป็นเหตุทำให้ผู้เป็นเจ้าของป้ายพ้นจากความรับผิดชอบ ดังกล่าว อาจถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ อันเป็นความผิดอาญาร้ายแรงสำหรับผู้ที่เป็นเจ้าพนักงาน

                ดังนั้น เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบในการตรวจสอบรายชื่อผู้ที่ไม่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้าย จึงต้องรอบคอบและซื่อตรง

3.2           การดำเนินคดีต่อผู้ไม่ยื่นแบบแสดงรายการป้ายภายในกำหนดเวลา

มาตรา 35 แห่ง พ.ร.บ.ภาษีป้ายฯ กำหนดว่า ผู้ใดจงใจไม่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้าย ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ห้าพันบาทถ้าห้าหมื่นบาท เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบแบบแสดงรายการภาษียื่นแบบแสดง รายการภาษีป้ายก็ควรรายงานต่อผู้บริหารท้องถิ่น เพื่อเรียกตัวมาทำการสอบสวนข้อเท็จจริง การดำเนินคดีสามารถกระทำได้ 2 ทาง คือ

1.   เมื่อสอบสวนข้อเท็จจริงแล้วพบว่าผู้นั้นกระทำผิดตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 35 ผู้บริหารท้องถิ่นหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายมีอำนาจเปรียบเทียบปรับได้ โดยผู้ต้องหาต้องนำเงินค่าปรับมาชำระภายใน 30 วัน

2.   กรณีตามข้อ 1 เมื่อผู้บริหารท้องถิ่นหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเห็นว่าไม่ควรเปรียบเทียบ หรือ เมื่อเปรียบเทียบแล้วผู้ต้องหาไม่ยอม หรือยอมแต่ไม่ชำระค่าปรับตามกำหนดให้รวบรวมหลักฐานไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนฝ่ายปกครอง (กรณีที่ท้องถิ่นอยู่ในส่วนภูมิภาค) หรือพนักงานสอบสวนฝ่ายตำรวจ (สำหรับในกรุงเทพมหานคร) การดำเนินงานดังกล่าวนี้ ไม่เป็นการทุเลาหรือยกเว้นการเสียภาษีป้าย ผู้ที่ถูกดำเนินคดีแล้วยังจะต้องมายื่นแบบแสดงรายการภาษีป้ายและชำระค่าภาษีตามกฎหมายต่อไปด้วย

2.5   การแจ้งการประเมิน

หลังจากประเมินค่าภาษีป้ายแล้ว พนักงานเจ้าหน้าที่จะต้องแจ้งการประเมินให้เจ้าของป้ายทราบเพื่อให้นำเงินมาชำระค่าภาษีตามเวลาที่กำหนด คือภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับแจ้ง การประเมินผล และต้องแจ้งเป็นหนังสือโดยใช้แบบพิมพ์ตามที่กระทรวงมหาดไทยกำหนดไว้ ตามปกติให้แจ้งโดยการส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับเพื่อให้มีหลักฐานวันที่เจ้าของป้ายได้รับหนังสือ เพื่อประโยชน์ในการนับเวลาที่ต้องมาชำระค่าภาษีหรือเวลาที่จะยื่น หนังสืออุทธรณ์ค่าภาษีต่อผู้บริหารท้องถิ่น แต่ถ้ามี เจ้าหน้าที่นำส่งด้วยตนเองก็จะต้องให้มีหลักฐานการรับหนังสือกลับมาติดเรื่องไว้ด้วยการแจ้งการแระเมิน อาจจะแจ้งในเวลาของป้ายมายื่นแบบและรอรับแจ้งการประเมินอยู่ได้เพราะกฎหมายกำหนดให้แจ้งการประเมินโดยไม่ได้กำหนดะเวลาไว้ แต่ต้องถือว่าเจ้าพนักงานจะต้องรีบดำเนินการโดยไม่ชักช้า การแจ้งการประเมินในวันเวลาที่มายื่นแบบแสดงรายการนั้นก็ยังคงต้องแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้รับประเมินลงชื่อรับทราบด้วย แม้จะชำระเงินค่าภาษีป้ายในเวลานั้นแล้วก็ตาม เพื่อประโยชน์ในทางกฎหมายหากมีกรณีโต้แย้งในภายหลัง

2.6       การรับชำระเงินค่าภาษีป้าย

ผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้ายต้องชำระค่าภาษีตามที่เจ้าพนักงานประเมิน ภายใน 15 วัน นับตั้งแต่ที่ได้รับแจ้งการประเมิน โดยอาจนำเงินมาชำระ ณ สำนักงานท้องถิ่นที่ประเมิน หรือ ณ สถานที่ที่พนักงานเจ้าหน้าที่กำหนดไว้ล่วงหน้า การชำระค่าภาษีป้ายอาจจะใช้วิธีการส่งเงินทางธนาณัติหรือตั๋วแลกเงินของธนาคารสั่งจ่ายให้แก่ข้าราชการส่วนท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องโดยส่งไปยังสถานที่กล่าวแล้วข้างต้นโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียน วันที่ส่งจดหมายถือว่าเป็นวันชำระค่าภาษีเมื่อมารับค่าภาษีป้ายแล้ว เจ้าหน้าที่จะต้องออกใบเสร็จรับเงินให้แก่ผู้ชำระเงิน เป็นหลักฐาน ถ้ารับธนาณัติหรือตั๋วแลกเงินจะออกใบเสร็จต่อเมื่อได้นำเอกสารไปรับเงินจากไปรษณีย์หรือธนาณัติแล้ว และส่งใบเสร็จรับเงินทางไปรษณีย์ลงทะเบียนผู้เสียภาษี กรณีที่ค่าภาษี 3,000 บาท หรือมากกว่า ผู้เสียภาษีสามารถของผ่อนชำระเป็น 3 งวดเท่าๆ กันได้ แต่ต้องยื่นคำร้องขอผ่อนชำระก่อนครบกำหนดเวลาที่ต้องชำระภาษี การผ่อนชำระมีหลักเกณฑ์ดังนี้

1.             งวดที่หนึ่งชำระภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันรับแจ้งการประเมินค่าภาษี

2.             งวดที่สองชำระภายในหนึ่งเดือน นับตั้งแต่วันสุดท้ายที่ต้องชำระงวดที่หนึ่ง

3.             งวดที่สามชำระภายในหนึ่งเดือน นับตั้งแต่วันสุดท้ายที่ต้องชำระงวดที่สอง

โดยสรุปก็คือ การผ่อนชำระจะให้เวลารวม 3 เดือน นับตั้งแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน ถ้าผิดนัดในงวดใดถือว่ายกเลิกการผ่อนผันชำระทั้งหมดจะต้องชำระเงินที่เหลือในคราวเดียว และต้องเสียเงินเพิ่มเท่ากับจำนวนเงินและระยะเวลาที่ค้างชำระอยู่ด้วย

2.7       ข้อยกเว้นบางประการ

ป้ายบางชนิด กฎหมายยกเว้นค่าภาษีให้ ตามที่ปรากฏอยู่ในมาตรา 8 แห่ง พระราช-บัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. 2510 และแก้ไขเพิ่มเติม โดยพระราชบัญญัติภาษีป้าย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2534 ป้ายประเภทต่างๆ ดังกล่าวนั้น เจ้าของป้ายไม่ต้องยื่นแบบแสดงรายการตามที่กล่าวมาแล้วด้วย

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่อาจจะมีความเห็นไม่ตรงกันกับเจ้าหน้าที่ป้ายในเรื่องข้อยกเว้น พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจออกหนังสือเรียกบุคคลมาให้ถ้อยคำเกี่ยวกับป้ายได้ ในทางปฏิบัติอาจใช้วิธีการนอกเหนือจากที่กฎหมายกำหนดเพื่อมิให้เกิดความขัดแย้งหรือเกิดความเสียหายได้ ต่อกฎหมายด้วย

                        ตรวจสอบการชำระภาษีของผู้รับการประเมินประจำปี

เมื่อได้แจ้งการประเมินภาษีป้ายให้ผู้ที่มีหน้าที่เสียภาษีป้ายทราบแล้ว เจ้าหน้าที่จะต้องติดตามตรวจสอบดูว่าผู้นั้นได้ชำระค่าภาษีแล้ว วิธีตรวจสอบง่ายๆ คือเมื่อมีการชำระค่าภาษีรายใดแล้วให้นำแบบแสดงรายการ (แบบ ภ.ป.1) รายนั้นออกมาบันทึกการชำระภาษีป้ายไว้ด้านหลังแล้วแยกเก็บไว้ต่างหาก แบบแสดงรายการที่ยังเหลืออยู่ก็คือรายการที่ยังไม่มาชำระค่าภาษี ซึ่งเจ้าหน้าที่สามารถตรวจดูวันครบกำหนดเวลาชำระภาษีได้ วิธีนี้ใช้กับกรณีที่มีป้ายไม่มาก

วิธีที่เหมาะสมกว่าก็คือ เจ้าหน้าที่จัดทำทะเบียนคุมรายตัวผู้เป็นเจ้าของป้าย ซึ่งมีชิ่งแสดงรายการกำหนดวันครบชำระค่าภาษีอยู่ด้วย เจ้าหน้าที่สวามารถตรวจสอบล่วงหน้าและสามารถทำหนังสือเตือนไปก่อนถึงกำหนดวันชำระค่าภาษีเพื่อมิให้ผู้เสียภาษีต้องเสียเงินเพิ่มเพราะมาชำระค่าภาษีเกินกำหนดเวลา

กรณีที่ท้องถิ่นได้จัดทำแบบเกณฑ์ค้างรับ (กค.1) ซึ่งใช้ข้อมูลจากแผนที่ภาษีและทะเบียนทรัพย์สินก็สามารถใช้แบบ กค.1 เป็นหลัดฐานตรวจสอบได้อย่างดี ทั้งนี้ต้องมั่นใจว่าข้อมูลของแผนที่ภาษีและทะเบียนทรัพย์สินถูกต้องและได้ปรับข้อมูลเป็นปัจจุบัน

                        การเรียกเงินเพิ่มจากผู้ชำระภาษีเกินกำหนดเวลา

ผู้ที่มีหน้าที่เสียภาษีต้องเสียเงินเพิ่มนอกจากค่าภาษีในกรณีและอัตราดังต่อไปนี้

1.   ไม่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้ายในเวลาที่กำหนดต้องเสียเงินเพิ่มร้อยละสิบของเงินที่ต้องเสียภาษีป้าย เว้นแต่มายื่นก่อนที่พนักงานเจ้าหน้าที่จะแจ้งให้ทราบ ให้เสียเงินเพิ่มร้อยละห้า

                2.   ยื่นแบบแสดงรายการป้ายไม่ถูกต้องทำให้เสียภาษีป้ายต่ำกว่าที่ควรเป็น ต้องเสียเงินเพิ่มร้อยละสิบของภาษีที่ต้องประเมินเพิ่ม เว้นแต่เจ้าของป้ายมาแก้ไขรายการเองก่อนเจ้าหน้าที่จะแจ้งการประเมิน

                3.   ไม่ชำระภาษีภายในเวลาที่กำหนดเสียเงินเพิ่มร้อยละสองต่อเดือนของจำนวนเงินที่ต้องเสียภาษีป้ายเศษของเดือนให้นับเป็นหนึ่งเดือน แต่ไม่ให้นำเงินเพิ่มตามข้อ 1. และ 2. ข้างต้นมาคำนวณเงินเพิ่มซ้ำ

 

4.   ระยะบังคับจัดเก็บภาษี (ตั้งแต่ 1 กรกฎาคม เป็นต้นไป)

                การบังคับจัดเก็บภาษี หมายถึง การใช้มาตราขั้นรุนแรง (ตามกฎหมาย) เข้ามาบังคับเพื่อให้ได้ค่าภาษีป้ายมาสู่ท้องถิ่น การบังคับจัดเก็บนี้จะใช้กับผู้ที่ไม่ยอมชำระค่าภาษีจะด้วยเหตุที่ไม่มีเงินชำระ หรือเป็นการดื้อแพ่งโดยไม่มีเหตุผลก็ตามที

                กฎหมายภาษีป้ายนี้มีบทบัญญัติที่ผ่อนปรนและอนุโลมต่อผู้เสียภาษีมากพอสมควรแล้ว ดังนั้นผู้ที่ยังคงฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย นอกเหนือจาการดำเนินคดีอาญาแล้ว การบังคับจัดเก็บก็จะเป็นมาตรการอีกอย่างหนึ่งที่จะทำให้ท้องถิ่นมีโอกาสเก็บภาษีป้ายได้

                การบังคับจัดเก็บที่ว่านี้คือ การยึดทรัพย์สินของผู้ที่ค้างชำระภาษีมาขายทอดตลาด แล้วนำเงินมาเป็นค่าภาษี เงินเพิ่ม เงินค่าใช้จ่ายในการดำเนินการยึดทรัพย์และขายทอดตลาด ถ้ามีเงินเหลือก็คืนให้เจ้าของไป

4.1        ตรวจสอบทะเบียน ข้อมูล หรือรายชื่อผู้ค้างชำระภาษี

ท้องถิ่นส่วนมากมีทะเบียนรายชื่อผู้ชำระภาษีและผู้ค้างชำระภาษีอยู่แล้ว การตรวจสอบจึงทำได้ไม่มีผู้ค้างชำระภาษีหมายถึงผู้ที่รับแจ้งการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่แล้วแต่ยังไม่ได้ชำระค่าภาษีเมื่อครบกำหนดเวลาที่กฎหมายกำหนด

4.2        ทำหนังสือแจ้งเตือนให้ชำระค่าภาษี

หลังจากที่ท้องถิ่นตรวจสอบรายชื่อผู้ค้างชำระภาษีป้ายได้ทั้งหมดแล้ว ก็จะต้องทำหนังสือเตือนผู้ค้างชำระภาษีป้ายให้มาชำระภาษีป้ายที่ค้างชำระภายใน 7 วัน นับตั้งแต่วันที่รับหนังสือนั้น

4.3        การยึดอายัดและการขายทอดตลาดทรัพย์สิน

เมื่อพ้นกำหนด 7 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับหนังสือจากท้องถิ่นแล้ว ผู้ที่มีหน้าที่เสียภาษีป้ายไม่ยอมมาชำระภาษีป้ายที่ค้างชำระนั้น ผู้บริหารท้องถิ่นมีอำนาจออกคำสั่งเป็นหนังสือให้ยึด หรืออายัดและขายทอดตลาดหลักทรัพย์สิน (ป้าย) ของผู้มีหน้าที่เสียภาษีที่ค้างชำระ ทั้งนี้ ตามระเบียนที่รัฐมนตรีกำหนด

เงินที่ได้รับจากการขายทอดตลาดทรัพย์สิน (ป้าย) ให้หักไว้เป็นค่าใช้จ่ายในการยึด อายัด หรือการขายทอดตลาด เหลือเท่าใดให้ชำระเป็นค่าภาษีป้าย ถ้ายังมีเหลืออยู่ให้คืนแก่เจ้าของทรัพย์สินนั้น

วิธีการยึด อายัด และการขายทอดตลาดทรัพย์สิน เพื่อให้ได้รับภาษีป้ายที่ค้างชำระให้นำวิธีการประมวลกฎหมายพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม

ภายหลังที่ได้มีการชำระภาษีป้ายที่ค้างชำระ ค่าธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายในการยึด อายัดทรัพย์สินได้ครบถ้วนก่อนการขายทอดตลาดให้ผู้บริหารท้องถิ่นหรือผู้ซึ่งผู้บริหารท้องถิ่นมอบหมายสั่งการถอดยึดหรืออายัดนั้น

บันทึกการเข้า

  Drawing the Future
tonbigs
รองหัวหน้าเว็บ
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 60


tonbigs@hotmail.com tonbigs@yahoo.com
อีเมล์
« ตอบ #7 เมื่อ: 17 ธันวาคม 2008, 12:05:07 PM »



ภาษีบำรุงท้องที่

ตอนที่ 1           การเตรียมการจัดเก็บภาษีบำรุงท้องที่

1.1    การตีราคาปานกลางที่ดิน

เป็นกระบวนการสำคัญเบื้องต้นในการจัดเก็บภาษีบำรุงท้องที่ เพราะเป็นวิธีการกำหนดมูลค้ากลางของที่ดิน เพื่อเป็นฐานในการคำนวณภาษีบำรุงท้องที่ ท้องถิ่นใดจะมีอัตราสูงหรือต่ำก็ขึ้นอยู่กับราคาปานกลางของที่ดินเป็นตัวประกอบสำคัญ ดังนั้น กฎหมายจึงได้บัญญัติไว้เป็นพิเศษ กล่าวคือ กำหนดหลักเกณฑ์ไว้แน่นอนในการตีราคาปานกลาง โดยอยู่ในการพิจารณาของคณะกรรมการ อันประกอบด้วยบุคคลที่เกี่ยวข้องหลายฝ่าย ซึ่งกระทำกัน 4 ปีต่อครั้ง และให้เป็นราคาปานกลางตลอดเวลา 4 ปี เว้นแต่จะมีเหตุผลอื่นตามที่กฎหมายกำหนด

1.1.1                     คณะกรรมการการตีราคาปานกลางของที่ดิน (มาตรา 14)

ผู้ว่าราชการจังหวัดจะเป็นผู้แต่งตั้งคณะกรรมการตีราคาปานกลางของที่ดินขึ้น คณะหนึ่งทำหน้าที่พิจารณาตีราคาปานกลางของที่ดิน และให้คณะกรรมการประกอบด้วย

-                   ในเขตเทศบาล ให้มีปลัดจังหวัด ที่ดินจังหวัด นายอำเภอท้องทีกรรมการสุขาภิบาลหนึ่งคน และผู้ทรงคุณวุฒิสองคน ซึ่งคณะกรรมการสุขาภิบาลเลือก

-                   ในเขตสุขาภิบาล ให้มีปลัดจังหวัด ที่ดินจังหวัด นายอำเภอท้องที่กรรมการสุขาภิบาลหนึ่งคนและผู้ทรงคุณวุฒิสองคน ซึ่งคณะกรรมการสุขาภิบาลเลือก

-                   นอกเขตเทศบาลหรือสุขาภิบาลที่มีกำนัน ให้มีปลักจังหวัด ที่ดินจังหวัด นายอำเภอท้องที่ กำนันท้องที่ และผู้ทรงคุณวุฒิสองคน ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดเลือก

-                   นอกเขตเทศบาลหรือสุขาภิบาลที่ไม่มีกำนัน ให้มีปลัดจังหวัด ที่ดินจังหวัด นายอำเภอท้องที่และผู้ทรงคุณวุฒิหนึ่งคน ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดเลือก

กำนันท้องที่มีอำนาจเฉพาะในเขตปกครองของตนเองเท่านั้น

กรรมการมาประชุมไม่ต่ำกว่ากึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด จึงเป็นองค์ประชุม

การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก และให้กรรมการคนหนึ่งมีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน ในการตีราคาปานกลางของที่ดิน ให้คณะกรรมการตีราคาปานกลางของที่ดินทุกรอบสี่ปี เว้นแต่มีเหตุที่แสดงว่าราคาปานกลาง ได้เปลี่ยนไปมากหรือผู้ว่าราชการจังหวัดเห็นเอง หรือมีผู้ร้องขอตีราคาปานกลางใหม่ก่อนกำหนดสี่ปีก็ได้เปลี่ยนไปมากหรือผู้ว่าราชการจังหวัดเห็นเอง หรือมีผู้ร้องขออาจตีราคาปานกลางใหม่ก่อนกำหนดสี่ปีก็ได้

                ในทางปฏิบัติโดยทั่วไปมีหลักเกณฑ์ในการตีราคาปานกลางที่ดินดังนี้ คือ

                                1.1.2 การแบ่งส่วนที่ดินสำหรับการตีราคาปานกลางของที่ดิน หน่วยที่ดิน หมายถึงอาณาเขตหรือบริเวณหนึ่งๆ ซึ่งที่ดินทุกแปลงที่อยู่ภายในอาณาเขต หรือบริเวณดังกล่าวมีราคาของที่ดินเท่ากันหรือใกล้เคียงกัน หน่วยที่ดินแต่ละหน่วยจะมีราคาปานกลาง ที่ดินเพียงราคาเดียวเท่านั้น เพราะถือว่า ที่ดินทุกแปลงที่อยู่ในหน่วยที่ดินเดียวกันจะต้องมีราคาที่ดินเท่ากันหรือใกล้เคียงกันมาก กรณีเมื่อมีการกำหนดหน่วยที่ดินหน่วยใดแล้วและมีที่ดินภายในหน่วยราคาแตกต่างกัน ให้เจ้าหน้าที่ทำการแบ่งหน่วย ที่ดินเพิ่มขึ้นอีก ทั้งนี้จนกว่าที่ดินแต่ละหน่วยจะมีราคาปานกลางเพียงราคาเดียวเท่านั้น ในทางปฏิบัติเจ้าหน้าที่ของกรุงเทพมหานคร องค์การบริหารจังหวัด เทศบาล สุขาภิบาล และเมืองพัทยา จะเป็นผู้แบ่งหน่วย ที่ดินในเบื้อต้น เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการตีราคาปานกลางของที่ดินดังกล่าว พิจารณาแล้วเห็นว่า การแบ่งหน่วยที่ดินของเจ้าหน้าที่ไม่เหมาะสมหรือยังไม่ก่อให้เกิดความเป็นธรรมก็สามารถเปลี่ยนแปลงอาณาเขต หรือบริเวณหน่วยที่ดินให้เหมาะสม และก่อให้เกิดความเป็นธรรมได้

                ในการแบ่งหน่วยที่ดินสำหรับการตีราคาปานกลางของที่ดิน มีหลักเกณฑ์สำคัญ ดังต่อไปนี้

-                   ให้พิจารณากำหนดหน่วยราคาปานกลางที่ดินทีละตำบลในเขตเป็นหลัก

-                   ในกรณีที่ดินในตำบลที่จะทำการตีราคาปานกลาง มีราคาของที่ดินไม่แตกต่าง

กันมากให้กำหนดแบ่งหน่วยงานที่ดินที่จะทำการตีราคาเป็นหน่วยตำบล

-                   ในกรณีที่ดินในตำบลที่จะทำการตีราคาปานกลาง มีราคาที่ดินในตำบลนั้น

แตกต่างกันมาก ให้พิจารณากำหนดเขตในตำบลนั้นแยกออกเป็นหน่วยๆ เพื่อให้ตีราคาปานกลางของที่ดินเป็นไปโดยเที่ยงธรรม โดยให้พิจารณาสภาพสิ่งแวดล้อมต่างๆ ประกอบด้วย คือ

ก.      สภาพ ขนาด และจำนวนชุมชน เช่น เป็นที่ดินที่อยู่ในเขตชุมชนขนาดใหญ่ มีประชากรมากที่ดินในบริเวณนั้นย่อมมีราคาสูงกว่าที่ดินที่อยู่ในเขตชุมชนเล็กกว่า ก็ให้พิจารณาแบ่งแยก ที่ดินออกเป็นอีกหน่วยงานหนึ่งหรือกลายหน่วยงานแล้วแต่กรณี

ข.      สภาพทำเลที่ตั้งของที่ดิน โดยพิจารณาคำนึงถึงสภาพถนน สภาพแหล่งน้ำหรือคลองส่งน้ำของกรมชลประทาน เช่น สภาพที่ดินที่อยู่ติดถนนใหญ่และเป็นย่านการค้าย่อมทำให้ที่ดินที่อยู่ติดถนนใหญ่ลึกเข้าไปไม่เกิน ffice:smarttags" />30 เมตร ออกเป็นหน่วยหนึ่ง ส่วนที่ดินที่อยู่ลึกอยู่เข้าไปจากที่ดินดังกล่าว ให้เป็นอีกหน่วยหนึ่งหรือหลายหน่วยงานแล้วแต่กรณี

ค.      การใช้ประโยชน์ในที่ดิน เช่น ที่ดินที่ใช้ในการปลูกสร้างอาคารพาณิชย์หรือโรงเรียนอื่นๆ ประกอบ เป็นต้น

ง.       มีสิ่งอำนวยความสะดวกและสาธารณูปโภคต่างๆ เช่น ที่ดินในเขตที่มีถนนผ่าน มีทางระบายน้ำประปา ไฟฟ้าและโทรศัพท์ผ่าน เป็นต้น ย่อมมีส่วนทำให้ที่ดินในบริเวณนั้น มีราคาสูงกว่าที่ดิน ที่ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกหรือสาธารณูปโภคผ่าน ก็ให้พิจารณาแบ่งหน่วยที่ดินแยกจากกัน

 

 

1.1.3 การแบ่งหน่วยที่ดินโดยใช้แผนที่ภาษีและทะเบียนทรัพย์สิน

สำหรับเทศบาลทุกแห่งและเมืองพัทยา ปัจจุบันได้มีการจัดทำแผนที่ภาษีและทะเบียน ทรัพย์สินเรียบร้อยแล้วและได้มีหนังสือกระทรวงมหาดไทย ที่ มท 0407/394 ลงวันที่ 25 มีนาคม 2528 สั่งการให้เทศบาลทุกแห่งและเมืองพัทยาใช้แผนที่ภาษีและทะเบียนทรัพย์สินในการกำหนดหน่วยราคาปานกลางที่ดินโดยมีหลักเกณฑ์สำคัญดังต่อไปนี้

-                   ให้พิจารณากำหนดหน่วยราคาปานกลางที่ดินทีละตำบลในเขตเป็นหลัก

-                   ให้เทศบาลทุกแห่งและเมืองพัทยาใช้แผนที่ภาษีโรงเรือน และที่ดินเป็น

แนวทาง ในการพิจารณาแบ่งหน่วยที่ดิน เพราะสามารถแสดงรูปร่าง ขอบเขตของแปลงที่ดิน อาคาร โรงเรือน และสิ่งปลูกสร้างได้อย่างไม่ชัดเจน สะดวกสำหรับเจ้าหน้าที่ในการพิจารณาความหนาแน่นของชุมชนและอาคารต่างๆ ซึ่งพอจะคาดการได้ว่าเขตซึ่งมีความหนาแน่นของอาคาร โรงเรียนและสิ่งปลูกสร้างหนาแน่นย่อมน่าจะเป็นเขตที่เป็นย่านชุมชน ย่านการค้าและมีราคาที่ดินสูงกว่าเขตอื่นที่มีความหนาแน่นน้อยกว่า นอกจากนี้ยังเปรียบเทียบลักษณะของพื้นที่ได้อย่างชัดเจน พอที่จะประมาณโดยละเอียดได้ว่าในบริเวณใดควรเป็นราคาปานกลางที่ดินเดียวกัน เพราะมีราคาที่ดินใกล้เคียงและบริเวณใดควรเป็นหน่วยราคาปานกลางที่ดินอีกหน่วยหนึ่ง เพราะมีราคาที่ดินต่างกัน

                                1.1.4 การกำหนดราคาปานกลางของที่ดิน

                                การคำนวณราคาปานกลางของที่ดินที่กล่าวมาแล้วเป็นการกำหนดขอบเขตที่ดินที่น่าจะมีราคาใกล้เคียงกัน ดังนั้น ที่ดินทุกแปลงที่อยู่ในหน่วยงานราคาปานกลางที่ดินเดียวกันจะมีราคาปานกลางของ ที่ดินราคาเดียวกันซึ่งการกำหนดราคาปานกลางที่ดินในแต่ละหน่วยราคาปานกลางที่ดินนั้น พระราชบัญญัติภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ. 2508 มาตรา 13 ได้กำหนดให้ดำเนินการโดย

ก.      ให้นำเอาราคาที่ดินในหน่วยที่จะทำการตีราคา ซึ่งซื้อขายกันโดยสุจริตครั้ง

สุดท้าย ไม่น้อยกว่า 3 ราย ในระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี ก่อนวันตีราคา มาคำนวณถัวเฉลี่ยเป็นราคาปานกลางโดย มิให้คำนวณราคาโรงเรือน สิ่งปลูกสร้างหรือสิ่งเพราะปลูกเข้าด้วย

ข.      ในกรณีที่ไม่มีการซื้อขายที่ดินก็ตาม ข้อ ก. ในหน่วยใดให้นำเอาราคากลางที่

คำนวณตามวิธีการในข้อ ก. ของที่ดินในหน่วยงานใกล้เคียงที่มีสภาพที่ดินคลึงกันมาเป็นราคากลางของ ที่ดินในหน่วยนั้นได้

ค.      ถ้าไม่อาจตีราคาตามข้อ ข. ให้กำหนดราคาปานกลางที่ดินโดยถือเกณฑ์อย่าง

อื่นอันอาจแสดงราคาตลาดของที่ดินโดยเฉลี่ยได้

                                1.15. การสืบหาราคาปานกลางของที่ดิน

                                ก. การกำหนดราคาหน่วยปานกลางของที่ดิน 3 เดือน ให้นายอำเภอ หรือผู้อำนวยการเขตปลัดเทศบาล ปลัดสุขาภิบาล และปลัดเมืองพัทยา เป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลและสืบหาราคาที่ดินที่มีการซื้อขายที่โดยสุจริต ในช่วงเวลานั้นในเขตตำบล ในเขตชุมชนและที่ดินข้างเคียงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานที่ดินจังหวัด สำนักงานที่ดินอำเภอ ธนาคารพาณิชย์ และราคาที่ดิน ที่มีการซื้อขายกันเองโดยไม่อาจตรวจสอบได้ ตลอดจนจากการซื้อขายที่ดินจากแหล่งอื่น ที่เชื่อถือได้ว่าเป็นราคาที่มีการซื้อขายกันจริงเพื่อนำมาเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาในการตีราคาปานกลางของที่ดิน

                ข. ในการตีราคาปานกลางของที่ดินนั้น ให้สืบราคาที่ดินในหน่วยราคาปานกลางที่ดินแบ่งไว้แต่ละหน่วยซึ่งซื้อขายกันโดยสุจริตครั้งสุดท้ายให้มากพอสมควร แต่ต้องไม่น้อยกว่าสามรายในระยะเวลาไม่เกินหนึ่งปีก่อนวันตีราคาจาหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานที่ดินจังหวัด สำนักงานที่ดินอำเภอ ธนาคารพาณิชย์ และราคาที่ดินที่มีการซื้อขายกันเองโดยไม่อาจตรวจสอบได้ ตลอดจนการจากการ ซื้อขายที่ดินจากแหล่งอื่นที่อาจเชื่อถือได้ว่าเป็นราคาที่ดินที่มีการซื้อขายกันจริงมาคำนวณถัวเฉลี่ยเป็นราคาปานกลาง ทั้งนี้โดยมิให้นำราคาโรงเรือน สิ่งปลูกสร้างหรือสิ่งเพราะปลูกมาคำนวณด้วย

                                1.1.6 การพิจารณาการตีราคาปานกลางของที่ดิน

                                ในทางปฏิบัติเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเป็นผู้ดำเนินการแบ่งหน่วยและกำหนดราคาปานกลางโดยคร่าวๆ ก่อน เพื่อเป็นแนวทางสำหรับการพิจารณาของคณะกรรมการการตีราคาปานกลางที่ดินนั้น ทั้งนี้เจ้าหน้าที่จะดำเนินการร่างประกาศ ภ.บ.ท. 1 ตามหน่วยราคาปานกลางที่ได้จัดแบ่งไว้และกำหนดราคาปานกลางในเบื้องต้นโดยการสืบหาราคาตามวิธีการที่กล่าวมาแล้วในข้อ 1.1.5 แต่อย่างไรก็ดี ถ้าคณะกรรมการตีราคาปานกลางของที่ดินเห็นว่าการกำหนดหน่วยราคาปานกลางของเจ้าหน้าที่หรือราคาปานกลางของเจ้าหน้าที่ ที่เสนอมาไม่เหมาะสม คณะกรรมการดังกล่าวมีอำนาจที่จะพิจารณาหน่วยราคาปานกลางหรือราคาปานกลางของหน่วยต่างๆ นั้นไม่เหมาะสม และเกิดความยุติธรรมได้

                                ข้อพิจารณาสำหรับคณะกรรมการตีราคาปานกลางที่ดินที่จะต้องถือปฏิบัติ คือ

                                ก. คณะกรรมการตีราคาปานกลางที่ดินจะประชุมพิจารณาตีราคาปานกลางในทุกหน่วยโดยคณะกรรมการอาจจะออกไปประชุมพิจารณาตรวจสอบด้วยตนเองเพื่อให้เกิดความเที่ยงธรรม มากที่สุดสำหรับระยะเวลาในการดำเนินการควรเป็นประมาณกลางเดือนมีนาคม ถึงเดือน พฤษภาคม ของปีสุดท้ายที่จะครบรอบการตีราคาปานกลาง

                                ข. การยื่นรายงานตีราคาปานกลางของที่ดินต่อผู้ว่าราชการจังหวัดตลอดจนผู้ว่าราชการจังหวัดประกาศราคาปานกลางของที่ดิน เพื่อให้เกิดความรวดเร็ว คณะกรรมการไม่จำเป็น

ต้องรอให้การพิจารณาตีราคาแล้วเสร็จทุกหน่วยควรทยอยยื่นรายงานการตีราคาปานกลางให้ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจารณาได้เวียนจนครบทุกหน่วยกำหนดการปฏิบัติขั้นนี้ให้แล้วเสร็จอย่างช้าภายใน 1 เดือน นับจากวันที่คณะกรรมการพิจารณาตีราคาหน่วยสุดท้ายเสร็จ

                                ค. คณะกรรมการตีราคาปานกลางของที่ดินจะยื่นรายงานตีราคาปานกลางของที่ดินภายในเดือนตุลาคมของปีสุดท้ายที่จะครบรอบการตีราคาปานกลาง (ทางปฏิบัติควรตีราคาปานกลางของที่ดิน ให้แล้วเสร็จภายในเดือนพฤษภาคม)

                                ง. ผู้ว่าราชการจังหวัดประกาศราคาปานกลางของที่ดินภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับรายงานจากคณะกรรมการตีราคาปานกลางของที่ดิน

                                อนึ่ง ถ้าเจ้าของที่ดินไม่เห็นพ้องด้วยกับราคาปานกลางของที่ดิน เจ้าของที่ดินมีสิทธิ์อุทธรณ์การตีราคาปานกลางของที่ดินต่อผู้ว่าราชการจังหวัดได้ภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่ประกาศราคาปานกลางของที่ดิน (ม 20) โดยยื่นอุทธรณ์ตามแบบ ภ.บ.ท. 12 สำหรับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวให้ใช้สำหรับปีที่ประเด็นแห่งหารอุทธรณ์เป็นต้นไป จนถึงปีสุดท้ายขอรอบระยะเวลาที่สี่ปีที่จะทำการตีราคาใหม่ นอกจากนั้นภายหลังการตีราคาปานกลางของที่ดินตามที่ดินตามที่กล่าวมาแล้ว ถ้ามีเหตุผลแสดงว่าราคาที่ดินในหน่วยใดได้เปลี่ยนแปลงไปมาก และผู้ว่าราชการจังหวัดพิจารณาเห็นสมควรหรือเจ้าหน้าที่ดินร้องขอผู้ว่าราชการจังหวัดจะสั่งให้คณะกรรมการทำการพิจารณาตีราคาปานกลางของที่ดินในหน่วยนั่นเสียใหม่ก็ได้ (ม. 17) และราคาปานกลางที่พิจารณาใหม่ให้ใช้ได้สำหรับปีถัดไปจากที่มีการประกาศตีราคาปานกลางของที่ดินใหม่จนถึงปีสุดท้ายของระยะเวลาสี่ปีนั้น
บันทึกการเข้า

  Drawing the Future
tonbigs
รองหัวหน้าเว็บ
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 60


tonbigs@hotmail.com tonbigs@yahoo.com
อีเมล์
« ตอบ #8 เมื่อ: 17 ธันวาคม 2008, 12:05:43 PM »



1.1    การสำรวจที่ดินเพื่อเสียภาษีบำรุงท้องที่

การสำรวจที่ดินเพื่อเสียภาษีบำรุงท้องที่มีความมุ่งหมายเพื่อให้ทราบว่ามีที่ดินราย

ใดแปลงใดอยู่ในข่ายต้องเสียภาษีบำรุงท้องที่ รวมทั้งการสำรวจรายการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บภาษีบำรุงท้องที่สำหรับที่ดินแปลงนั้น เช่น ลักษณะของการทำประโยชน์ที่ตั้งของที่ดิน เป็นต้น โดยสำรวจตามรายการในแบบ ภ.บ.ท. 5 เพื่อจะได้ยื่นแบบสำรวจต่อเจ้าพนักงานประเมินทำการคำนวณเนื้อที่และค่าภาษีบำรุงท้องที่ต่อไป

1.1.1                     เจ้าพนักงานสำรวจ

ก.      ในเขตเทศบาล เจ้าหน้าที่สำรวจถ้าเทศบาลเห็นว่าไม่มีความจำเป็นจะ

ไม่แต่งตั้ง ก็ได้เพราะในเขตเทศบาลนั้น พ.ร.บ. ภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ. 2508 ม. 24 กำหนดให้เจ้าหน้าที่ของที่ดินเป็นผู้ยื่นแบบแสดงรายการที่ดิน (ภ.บ.ท. 5) เอง

                                                ข. นอกเขตเทศบาล เจ้าพนักงานสำรวจควรแต่งตั้งผู้ใหญ่บ้าน กำนันและปลัดอำเภอโดยแยกหน้าที่รับผิดชอบ ดังนี้

                                                - ผู้ใหญ่บ้านมีหน้าที่ทำการสำรวจที่ดินที่อยู่ในเขตหมู่บ้านของตน แล้วยื่นแบบแสดงรายการที่ดินแทนเจ้าของที่ดิน

                                                - กำนันโดยปกติมีหน้าที่ทำการสำรวจที่ดินที่อยู่ในเขตหมู่บ้านของตนในฐานะผู้ใหญ่บ้านแล้วยื่นแบบแสดงรายการที่ดินแทนเจ้าของที่ดินแต่ถ้าหากหมู่บ้านใดมนตำบลนั้นตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านว่างหรือผู้ใหญ่บ้านอาจปฏิบัติหน้าที่ได้ให้กำนันเป็นผู้ทำการแทน

                                                - ปลัดอำเภอ มีหน้าที่ทำการสำรวจที่ดินที่อยู่ในเขตอำเภอนั้น แล้วยื่นแบบแสดงรายการที่ดินแทนเจ้าของที่ดินโดยให้นายอำเภอเป็นผู้พิจารณามอบหมายเป็นครั้งคราวตามความจำเป็น เมื่อเห็นว่ากำนันผู้ใหญ่บ้านไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้

                                                ม. 9 กำหนดให้นายกเทศมนตรี มีอำนาจแต่งตั้งเจ้าพนักงานสำรวจสำหรับในเขตเทศบาลนอกเหนือจากนั้นให้นายอำเภอท้องที่เป็นผู้มีอำนาจแต่งตั้งเจ้าพนักงานสำรวจ

                                                การที่กำหมายกำหนดให้เจ้าพนักงานสำรวจ มีอำนาจหน้าที่ที่ทำการสำรวจที่ดิน ที่อยู่นอกเขตเทศบาล และยื่นแบบแสดงรายการที่ดินแทนเจ้าหน้าที่ที่ดินตามมาตรา 24 วรรค 2 เพื่อเป็นการช่วยเหลืออำนวยความสะดวกแก่เจ้าของที่ดิน โดยที่ดินอยู่นอกเขตเทศบาลมีเป็นจำนวนมาก บริเวณกว้างขวางห่างไกล การคมนาคมไม่สะดวก ถ้าจะให้เจ้าของที่ดินต้องมายื่นแบบแสดงรายการที่ดินด้วยตนเองอาจไม่บังเกิดผลดี แก่การเก็บภาษีบำรุงท้องที่ ฉะนั้นจึงให้จังหวัดกำหนดให้เจ้าพนักงานสำรวจทำการสำรวจและยื่นแบบแสดง รายการที่ดินแทนเจ้าของที่ดินตามแบบ ภ.บ.ท. 3 โดยผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นเป็นผู้ลงนามอาศัยอำนาจมาตรา 24

1.1.2                     วิธีการสำรวจและอำนาจของเจ้าพนักงานสำรวจ

-                   กำหนดวัน เวลา ที่จะทำการสำรวจ แล้วประกาศให้เจ้าของที่ดินหรือผู้แทนได้ทราบและมาชี้เขตพร้อมกับแจ้งจำนวนเนื้อที่

-                   ประกาศกำหนดวันเวลา ที่จะทำการสำรวจ ให้ทำตามแบบ ภ.บ.ท.4 ปิดประกาศไว้ ณ ที่ทำการกำนันหรือผู้ใหญ่บ้านแห่งท้องที่ (ม.28)

-                   เมื่อถึงกำหนดนัด ให้เจ้าพนักงานสำรวจทำการสำรวจตามรายการในแบบ ภ.บ.ท.5 (แบบแสดงรายการที่ดิน)

-                   ถ้าเจ้าของที่ดินหรือผู้แทนไม่มาชี้เขต ไม่ยอมแจ้งจำนวนเนื้อที่ชี้เขตหรือแจ้งจำนวนเนื้อที่ดินขาดจำนวนจริง หรือไม่ให้ความสะดวกเจ้าพนักงานสำรวจมีอำนาจเข้าไปในที่ดินหรือสถานที่ที่เกี่ยวข้องในระหว่างเวลาพระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตก หรือในเวลาทำการเพื่อทำการสำรวจตามที่เห็นว่าถูกต้อง (ม.28 วรรค 2)

-                   ให้เจ้าพนักงานสำรวจทำการสำรวจที่ดินในเขตรับผิดชอบให้แล้วเสร็จแล้วยื่นแบบแสดงรายการที่ดิน (ภ.บ.ท.5) ต่อเจ้าพนักงานประเมินแทนเจ้าของที่ดินภายใน เดือนมิถุนายน ของปีสุดท้ายแห่งรอบการตีราคาปานกลางของที่ดิน

-                   เมื่อได้รับแจ้งว่าที่ดินอยู่ในเขตอำนาจทำการสำรวจของตนมีบุคคลใดเป็นเจ้าของที่ดินใหม่หรือจำนวนที่ดินเดิมของเจ้าของที่ดินผู้ใดเปลี่ยนแปลงไป หรือเจ้าของที่ดินได้เปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน อันเป็นเหตุให้การลดหย่อนตาม มาตรา 22 เปลี่ยนแปลงไป หรือมีเหตุอย่างอื่น ทำให้อัตราภาษีบำรุงท้องที่สำหรับที่ดินเปลี่ยนแปลงไป เจ้าพนักงานสำรวจต้องยื่นแบบแสดงรายการที่ดิน (ภ.บงท. 5, ภ.บ.ท. 8 หรือ ภ.ท.บ. ffice:smarttags" />8 ก. แล้วแต่กรณี) เจ้าพนักงานประเมินแทนเจ้าของที่ดินภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากเจ้าของที่ดิน (มาตรา 31 และมาตรา 32)

                                1.2.3 ที่ดินที่ต้องสำรวจเพื่อจัดเก็บภาษีบำรุงท้องที่ ได้แก่

                                                - ที่ดินที่เป็นกรรมสิทธิ์ของบุคคลหรือคณะบุคคล ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลทั้งที่ดินที่ไม่เป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชน แต่อยู่ในความครอบครองของบุคคลหรือคณะบุคคลดังกล่าว

                                คำว่า ?ที่ดิน? หมายถึง พื้นที่ดินและให้ความหมายถึงพื้นที่ที่เป็นภูเขาหรือที่มีน้ำอยู่ด้วย

-                   ที่ดินเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน หรือที่ดินของรัฐที่ใช้ในกิจการของรัฐหรือสาธารณะแต่นำไปจัดหาผลประโยชน์ เช่น ที่ราชพัสดุนำเข้าไปเช่า ป่าสงวนแห่งชาติ ที่อธิบดีกรมป่าไม้อนุมัติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อนุญาตให้บุคคลเข้าไปทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยชั่วคราว เป็นต้น

-                   ที่ดินของราชการส่วนท้องถิ่นที่ใช้ในกิจการของราชการส่วนท้องถิ่นหรือสาธารณะแต่นำไปจัดหาผลประโยชน์ เช่น ที่ดินส่วนราชการท้องถิ่น ยอมให้เอกชนเช่าทำมาหากินปลูก ที่อยู่อาศัยหรือปลูกร้านค้าขายแล้วเรียกเก็บค่าเช่า ให้ทำการสำรวจเพื่อจัดเก็บภาษีบำรุงท้องที่ เป็นต้น

-                   ที่ดินที่ใช้เฉพาะศาสนกิจศาสนาใดศาสนาหนึ่ง ที่ดินที่เป็นกรรมสิทธิ์ของวัดไม่ว่าจะประกอบศาสนกิจใดศาสนาหนึ่งหรือไม่ (หรือศาลเจ้าแต่นำไปจัดหาผลประโยชน์)

-                   ที่ดินที่เป็นหัวไร่ปลายนาที่มีเนื้อที่ไม่เกิน 1,000 ไร่ ทางราชจะเปิดให้ราษรเข้าจับจอง แต่ยังไม่เปิดให้เข้าจับจองและราษฎรได้เข้าไปทำประโยชน์ก่อน

1.2.4 ที่ดินที่ไม่ต้องสำรวจเพื่อจัดเก็บภาษีบำรุงท้องที่ ได้แก่

- ที่ดินที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีบำรุงท้องที่ ตามนัย ม. 8 พ.ร.บ. ภาษีบำรุง

ท้องที่ พ.ศ. 2508 มีอยู่ 12 ประการ ได้แก่

                                (1) ที่ดินที่เป็นที่ตั้งพระราชวังอันเป็นส่วนสาธารณสมบัติของแผ่นดิน

                                (2) ที่ดินที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน หรือที่ดินของรัฐที่ใช้ในกิจการของรัฐ หรือสาธารณะโดยมิได้หาผลประโยชน์ เช่น ถนนหลวง ที่ดินที่ใช้ตั้งกระทรวง ทบวง กรม ต่างๆ

                                (3) ที่ดินของราชการส่วนท้องถิ่นที่ใช้ในกิจการของของราชการส่วนท้องถิ่นหรือสาธารณโดยมิได้หาผลประโยชน์ เช่น ที่ดินที่เป็นที่ตั้งศาลาเทศบาล ที่ทำการสุขาภิบาล เป็นต้น แต่ถ้าเทศบาลนำที่ดินไปหาผลประโยชน์ เช่น ให้เอกชนเช่าที่ดินของเทศบาลก็จะไม่ได้รับยกเว้นภาษีบำรุงท้องที่

                                (4) ที่ดินที่ใช้เฉพาะการพยาบาลสาธารณะ การศึกษา หรือการกุศลสาธารณะ เช่น ที่ดินที่เป็นที่ตั้งโรงพยาบาลของรัฐ หรือโรงเรียนของรัฐ เป็นต้น ทั้งนี้แม้ที่ดินนั้นจะเป็นที่ดินเอกชนก็ตาม

                                (5) ที่ดินที่ใช้เฉพาะศาสนาใดศาสนาหนึ่ง ที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์ของวัดไม่ว่าจะใช้ประกอบศาสนกิจใดศาสนาหนึ่งหรือไม่ หรือที่ศาลเจ้า โดยมิได้หาผลประโยชน์ เช่น ที่ดินที่ใช้เป็นทั้งวัดในพระพุทธศาสนา ที่ตั้งสุเหร่าในศาสนาอิสลามหรือที่ตั้งของโบสถ์ในคริตศาสนาหรือที่ตั้งศาลเจ้าไม่ต้องเสียภาษีบำรุงท้องที่ แต่ถ้าที่ดินนั้นมีการใช้หาประโยชน์ เช่น เป็นที่จอดรถ โดยไม่เก็บค่าจอดรถ ที่ดินนี้ย่อมไม่ได้รับการยกเว้น

                                (6) ที่ดินที่ใช้เป็นสุสานและฌาปนสถานสาธารณะโดยมิได้รับประโยชน์ตอบแทนต้องเป็นสุสานหรือฌาปณสถานสาธารณะที่มิได้รับประโยชน์ตอบแทน จึงจะได้รับการยกเว้นภาษีบำรุงท้องที่ ดังนั้นสุสานที่ญาติของตนตายต้องเสียเงินค่าที่ดินฝังศพ จึงไม่อยู่ในข่ายได้รับการยกเว้นภาษี

                                (7) ที่ดินที่ใช้ในการรถไฟ การประปา การไฟฟ้า หรือการท่าเรือของรัฐหรือที่ใช้เป็นสนามบินของรัฐ ได้แก่ ที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย การประปานครหลวง การประปาส่วนภูมิภาค การไฟฟ้าฝ่ายผลิต การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การท่าเรือแห่งประเทศไทย การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย

                                (8)ที่ดินที่ใช้ต่อเนื่องกับโรงเรียนที่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินอยู่แล้ว เช่น นาย ก. เป็นเจ้าของที่ดินแปลงหนึ่ง ได้ปลูกให้คนเช่าในที่ดินนี้ นาย ก. ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน ดังนั้น นาย ก. จึงได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีบำรุงท้องที่สำหรับที่ดินที่เป็นที่ตั้งบ้านนั้น

                                (9) ที่ดินของเอกชนเฉพาะส่วนที่เจ้าของที่ดินยินยอมให้ทางราชการจัดให้เป็นสาธารณประโยชน์ โดยเจ้าของที่ดินมิได้ใช้ประโยชน์ในที่ดินเฉพาะส่วนนั้น เช่น เจ้าของที่ดินยินยอมให้กรมสามัญศึกษาปลูกสร้างโรงเรียนชั่วคราวในที่ดินของตน โดยไม่คิดค่าตอบแทนหรือการผลประโยชน์ ย่อมได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษี

                                (10) ที่ดินที่เป็นที่ตั้งที่ทำการอง๕การสหประชาชาติ ทบวงการชำนาญพิเศษ ของสหประชาชาติ หรือองค์การระหว่างประเทศอื่น ในเมื่อประเทศไทยมีข้อข้อผูกพันให้ยกเว้นตามอนุสัญญาหรือข้อตกลง

                                (11) ที่ดินเป็นที่ตั้งที่ทำการีของสถานทูตหรือกงสุล ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามหลักถ้อยทีถ้อยปฏิบัติต่อกัน
บันทึกการเข้า

  Drawing the Future
tonbigs
รองหัวหน้าเว็บ
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 60


tonbigs@hotmail.com tonbigs@yahoo.com
อีเมล์
« ตอบ #9 เมื่อ: 17 ธันวาคม 2008, 12:06:26 PM »



         (12) ที่ดินตามที่กำหนดในกฎกระทรวง เช่น ที่ดินใช้เป็นสุสานและฌาปนสถานฯปนสถานสาธารณะ โดยรับประโยชน์ตอบแทนอาจได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีบำรุงท้องที่ได้เฉพาะกำหนดไว้ในกฎกระทรวง

                                - ที่ดินที่ทางราชการสงวนไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว หรือที่สาธารณะประโยชน์ที่ราษฎรใช้ประโยชน์ร่วมกัน

            1.3 การประกาศให้เจ้าของที่ดินยื่นแบบแสดงรายการที่ดินเพื่อเสียภาษีบำรุงท้องที่

                ตามความในมารตรา 24 มาตรา 29 และมาตรา 30 แห่ง พ.ร.บ. ภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ. 2508 ได้กำหนดให้เจ้าของที่ดินที่มีหน้าที่เสียภาษีบำรุงท้องที่หรือพนักงานสำรวจ ยื่นแบบแสดงรายการ รายการที่ดินเพื่อเสียภาษีบำรุงท้องที่ต่อพนักงานประเมินโดยยื่น ณ สำนักงานเทศบาลที่ที่ดินแปลงนี้ตั้งอยู่ในเขต หรือยื่น ณ   สถานที่อื่นที่นายกเทศมนตรีกำหนด สำหรับที่ดินที่อยู่นอกเขตเทศบาล ให้ยื่น ณ ที่ว่าการอำเภอ ที่ที่ดินแปลงนั้นตั้งอยู่ในเขตหรือยื่น ณ สถานที่อื่นที่นายอำเภอกำหนด ทั้งนี้ให้ยื่นภายในเกือบมกราคมของปีแรกที่มีการตีราคาปานกลางของที่ดิน แบบแสดงรายการที่ดินที่ได้ยื่นไว้ให้ใช้ทุกปีในรอบระยะเวลา 4 ปี มีข้อสังเกตที่เจ้าหน้าที่ผู้รับแสดงรายการที่ดินเพื่อเสียภาษีบำรุงท้องที่ต้องยื่นไว้ให้ใช้ได้ทุกปีในรอบระยะเวลา 4 ปี มีข้อสังเกตที่เจ้าหน้าที่รับแสดงรายการที่ดินเพื่อเสียภาษีบำรุงท้องที่ต้องยึดถือเป็นแนวทางปฏิบัติ คือ

                                1.3.1 เจ้าของที่ดิน ซึ่งมีหน้าที่เสียภาษีบำรุงท้องที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการที่ดินเป็น รายแปลงตามแบบ ภ.บ.ท. 5 โดยยื่นต่อเจ้าพนักงานประเมิน ณ สำนักงานเทศบาล กรณีที่ดินตั้งอยู่ในเขตเทศบาลภายในเดือนมกราคมของปีแรกที่มีการตีราคาปานกลางที่ดินซึ่งแบบดังกล่าวให้ใช้ได้ทุกปีในรอบระยะเวลาสิ้นปีนั้น

                                1.3.2 ในกรณีที่ดินอยู่นอกเขตเทศบาล เจ้าพนักงานสำรวจจะทำการสำรวจแล้วยื่นแบบแสดงรายการที่ดินแทนเจ้าหน้าที่ของที่ดินเป็นรายแปลงที่ทำการสำรวจทุกช่วง 4 ปี โดยพนักงานสำรวจจะต้องจัดทำหนังสือนำส่งแบบแสดงรายการที่ดิน ตามแบบ ภ.บ.ท. 16

                                1.3.3 ถ้าบุคคลธรรมดาซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินตาย เป็นผู้ไม่อยู่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยเรื่องสาบสูญ หรือเป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ ให้ผู้จัดการมรดก หรือทายาท ผู้รับมอบอำนาจ ผู้ครอบครองทรัพย์สิน ผู้อนุบาล ผู้พิทักษ์หรือผู้จัดการทรัพย์สิน แล้วแต่กรณี มีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการที่ดิน (มาตรา 26)

                                1.3.4 ถ้าเจ้าของที่ดินเป็นนิติบุคคลเป็นเจ้าของที่ดินร่วม ให้บุคคลเหล่านั้นมีหน้าที่รับผิดชอบร่วมในการยื่นแบบแสดงรายการที่ดิน (มาตรา 27)

                                1.3.5 ถ้าบุคคลหลายคนเป็นเจ้าของที่ดินร่วม ให้บุคคลเหล่านั้นมีหน้าที่รับผิดชอบในการยื่นแบบแสดงรายการที่ดิน (มาตรา 27)

                                1.3.6 กรณีที่บุคคลใดเป็นเจ้าของที่ดินขึ้นใหม่ หรือจำนวนเนื้อที่ดินเปลี่ยนแปลงไปเจ้าของที่ดินนั้นต้องยื่นแบบแสดงรายการที่ดินต่อเจ้าพนักงานประเมินภายใน 30 วัน นับแต่วันที่เป็นเจ้าของที่ดินใหม่ หรือนับตั้งแต่ที่จำนวนเนื้อที่ดินขึ้นใหม่ หรือนับแต่วันที่จำนวนเนื้อที่ดินเปลี่ยนแปลงไป กรณีที่ดินอยู่นอกเขตเทศบาลให้เจ้าของที่ดินแจ้งต่อเจ้าพนักงานสำรวจภายในกำหนดเวลาเช่นเดียวกัน เพื่อจ้าพนักงานสำรวจจะยื่นแบบแสดงรายการที่ดินต่อเจ้าพนักงานประเมินภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ดิน (มาตรา 31)

                                1.3.7 กรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินอันเป็นเหตุให้การลดหย่อนเนื้อที่ดินเปลี่ยนแปลงไปหรือมีเหตุอย่างอื่นทำให้อัตราภาษีบำรุงท้องที่สำหรับที่ดินเปลี่ยนแปลงไป เจ้าของที่ดินต้องแจ้งการเปลี่ยนแปลงต่อเจ้าพนักงานการประเมินภายใน 30 วัน นับแต่วันที่มีการเปลี่ยนแปลง หรือนับแต่วันที่มีเหตุอย่างอื่นทำให้อัตราบำรุงภาษีท้องที่เปลี่ยนแปลง กรณีที่ดินอยู่นอกเขตเทศบาลให้เจ้าของที่ดินแจ้งต่อสำนักงานสำรวจภายในกำหนดระยะเวลาเช่นเดียวกัน เพื่อเจ้าพนักงานสำรวจจะได้เปลี่ยนแปลงนั้นต่อพนักงานประเมินภายใน 30 วัน นับได้วันที่ได้รับแจ้งจากเจ้าของที่ดิน (มาตรา 32)

            1.4 การประเมินภาษีบำรุงท้องที่

                การประเมินภาษีบำรุงท้องที่ คือ การที่เจ้าพนักงานประเมินดำเนินการคำนวณภาษีบำรุงท้องที่ของที่ดินแต่ละแปลงว่าจะต้องเสียภาษีบำรุงท้องที่ปีละเท่าใด โดยอาศัยมูลแบบแสดงรายการที่ดิน (ภ.บ.ท. 5) ที่เจ้าของที่ดินหรือพนักงานสำรวจยื่นต่อเจ้าพนักงานประเมินเป็นเกณฑ์คำนวณ

                                1.4.1 การแต่งตั้งเจ้าพนักงานประเมิน

                                 - ในเขตเทศบาล นายกเทศมนตรีจะพิจารณาแต่งตั้งจากพนักงานตำแหน่งใดก็แล้วแต่จะเห็นสมควร

                                - นอกเขตเทศบาล นายอำเภอ ควรพิจารณาแต่งตั้งจากปลัดอำเภอ การแต่งตั้งไม่ต้องระบุชื่อโดยระบุตำแหน่งปลัดอำเภอไว้กว้างๆ เพื่อสะดวกในการช่วยกันปฏิบัติงาน ส่วนจะให้ปลัดอำเภอ ผู้ใดที่มีความเหมาะสมเป็นหัวหน้าดูแลรับผิดชอบงานนี้ก็มอบหมายกันอีกส่วนหนึ่ง

                                1.4.2 การปฏิบัติงานของพนักงานประเมิน

                                เจ้าพนักงานประเมินที่ได้รับการแต่งตั้งจะต้องดำเนินการดังต่อไปนี้

-                   เมื่ออำเภอและเทศบาลได้ดำเนินการแต่งตั้งเจ้าพนักงานการประเมินแล้ว ขอให้ประชุมแนะนำชี้แจงอำนาจหน้าที่ให้แจ่มแจ้งเพื่อป้องกันความผิดพลาดในการปฏิบัติงาน

-                   เมื่อเจ้าพนักงานประเมินได้รับแบบแสดงรายการที่ดินเพื่อเสียภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท. 5) จากเจ้าของที่ดินหรือเจ้าพนักงานสำรวจแล้ว (สำกรับกรณีเจ้าพนักงานสำรวจแล้ว (สำหรับกรณีเจ้าพนักงานสำรวจจะต้องทำหนังสือนำส่งตามแบบ ภ.บ.ท. 16 ก่อนส่งแบบให้พนักงานประเมิน) ให้ทำการตรวจสอบให้ถูกต้อง

-                    ดำเนินการคำนวณเสียภาษีบำรุงท้องที่ การคิดเนื้อที่ดินเพื่อประเมินภาษี กรณีที่มีการลดหย่อนยกเว้น หรือลดภาษีบำรุงท้องที่ (รายละเอียดจะกล่าวต่อไป) จะต้องหักที่ดินที่ไม่ต้องเสียภาษีบำรุงท้องที่หรือที่ได้รับลดหย่อนออกก่อน เหลือเนื้อที่เท่าใดจึงให้นำมาคำนวณภาษี ในการคำนวณภาษีก็จะพิจารณาว่าที่ดินใช้ทำประโยชน์อะไร อยู่ในเกณฑ์ที่จะต้องผ่อนผันอัตราภาษีหรือเพิ่มอัตราภาษีตามบัญชีอัตราภาษีบำรุงท้องที่ท้าย พ.ร.บ. ภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ. 2508 (ช่องหมายเหตุอย่างไรบ้าง) สำหรับการคำนวณภาษีการลดหย่อนและการยกเว้นหรือลดภาษีบำรุงท้องที่จะกล่าวในรายละเอียดต่อไป

-                   ในการประเมินภาษีบำรุงท้องที่สำหรับปีแรกของการตีราคาปานกลางของที่ดิน หรือของปีที่มีการตีราคาปานกลางใหม่ พ.ร.บ. ภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ. 2508 มาตรา 33 กำหนดให้เจ้าพนักงานประเมินแจ้งการประเมินภายในเดือนมีนาคมแรกหลังการตีราคาปานกลางของที่ดิน แต่ในปฏิบัติเจ้าพนักงานในการประเมินควรดำเนินการคำนวณค่าภาษีและแจ้งการประเมินระหว่างเดือนมิถุนายนถึงเดือนสิงหาคมของปีสุดท้ายแห่งรอบการตีราคาปานกลางของที่ดินตามวิธีดังต่อไปนี้

-                   ในกรณีที่ดินอยู่ในเขตเทศบาลหรือนอกเขตเทศบาลที่ไม่มีกำนัน ให้เจ้าพนักงานประเมินแจ้งการประเมินเป็นหนังสือ (ภ.บ.ท. 9)ไปยังมีหน้าที่เสียภาษีบำรุงท้องที่

-                   ในกรณีที่ดินอยู่นอกเขตเทศบาลที่มีกำนัน (รวมเขตสุขาภิบาลด้วย) ให้เจ้าพนักงานประเมินปิดประกาศแจ้งการประเมิน (ภ.บ.ท. 10) ไว้ ณ ที่ว่าการอำเภอ ที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน

-                   คัดลอกรายการในแบบ (ภ.บ.ท. 5) ลงในแบบ ภ.บ.ท. 6 (แบบทะเบียนที่ดิน) ให้แล้วเสร็จในเดือนธันวาคมของปีสุดท้ายแห่งรอบการตีราคาปานกลางของ ที่ดิน เพื่อสามารถใช้ดำเนินการจักเก็บภาษีได้ทันในปีแรกของรอบการตีราคาปานกลางใหม่

1.4.3 การคำนวณ การลดหย่อน การยกเว้นภาษี หรือลดภาษีบำรุงท้องที่

การคำนวณภาษีบำรุงท้องที่ มีหลักเกณฑ์ดังนี้

-                   ที่ดินที่อยู่ในข่ายต้องสงสัยภาษี บำรุงท้องที่แปลงที่จะคำนวณภาษีนั้นอยู่ใน

ระหว่างหน่วยที่ดินใดมีราคาปานกลางที่ดินไร่ละเท่าใด ที่ดินดังกล่าวจะได้รับการลดหย่อน ยกเว้นหรือลดภาษีอย่างไรหรือไม่โดยเจ้าพนักงานเดิมประเมินจะต้องหักจำวนที่ดินที่ได้รับการลดหย่อนหรือยกเว้นภาษีออกเสียก่อนเหลือเนื้อที่เท่าใดให้คำนวณภาษีตามอัตราที่กำหนดในบัญชีอัตราภาษีบำรุงท้องที่

                เนื้อที่ดินเพื่อคำนวณภาษี                  =  เนื้อที่ดินที่ถือครอง ? เนื้อที่เกณฑ์ลดหย่อน

 

- ทำเนื้อที่ดินเพื่อคำนวณภาษีดังกล่าวให้เป็นหน่วยไร่ เพื่อความสะดวกรวดเร็ว ใน

การคำนวณภาษีเนื่องจากอัตราภาษีท้าย พ.ร.บ. ภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ. 2508 คิดเป็นอัตราต่อไร่แล้ว การคำนวณเนื้อที่ดินเพื่อคำนวณภาษีเป็นไร่ จำนวนไร่ + จำนวนงาน + จำนวนวา 4 400

-                   ตรวจสอบดูว่าราคาปานกลางของที่ดินจะคำนวณภาษีนั้นมีราคาปานกลาง

ที่ดินที่มีราคาปานกลางของที่ดินเท่าใดทั้งนี้เจ้าหน้าที่จะต้องตรวจสอบในแบบประกาศราคาปานกลางของที่ดิน (ภ.บ.ท. 1) ที่ได้ประกาศไว้หลังจากได้ราคาปานกลางที่ดินของที่ดินที่จะคำนวณภาษีแล้ว เจ้าหน้าที่จะหาอัตราภาษีต่อไร่ของที่ดินแปลงนั้น โดยดูจากตารางอัตราภาษีท้ายพระราชบัญญัติภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ. 2508 ซึ่งมีอัตรากำหนดไว้จำนวน 34 ชั้น ตามอัตราของราคาปานกลางที่ดิน สำหรับในชั้นปีที่ 34 เป็นอัตราภาษีสำไหรับ ที่ดินที่มีราคาปานกลางเกินไร่ละ 30,000 บาท โดยกำหนดวิธีการคำนวณอัตราภาษีกรณีดังกล่าวไว้ดังนี้

(1) สำหรับราคาปานกลางของที่ดิน 30,000 บาท แรกให้เสียภาษี 70 บาท

(2) สำหรับราคาปานกลางของที่ดินส่วนที่เกิน 30,000 บาท ให้เสียทุกๆ 10,000

บาท ต่อ 25 บาท เศษของ 10,000 บาท ถ้าถึง 5,000 บาท ให้ถือเป็น 10,000 บาท ถ้าไม่ถึง 5,000 บาท ให้ปัดทิ้ง
บันทึกการเข้า

  Drawing the Future
tonbigs
รองหัวหน้าเว็บ
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 60


tonbigs@hotmail.com tonbigs@yahoo.com
อีเมล์
« ตอบ #10 เมื่อ: 17 ธันวาคม 2008, 12:06:57 PM »



ในการปฏิบัติเจ้าหน้าที่อาจจะคิดอัตราภาษีต่อไร่ สำหรับที่ดินที่มีราคาปานกลางของที่ดินเกินไร่ละ 30,000 บาท โดยใช้หลักเกณฑ์ กังนี้

                                อัตราภาษีต่อไร่ = ราคาปานกลางของที่ดิน  ? 25 ? 5                 10,000

                                - จากที่กล่าวมาเจ้าหน้าที่จะทราบจำนวนเนื้อที่เป็นไร่ และอัตราภาษีบำรุงท้องที่ที่จะต้องเสียต่อไร่ของที่ดินแปลงที่จะคำนวณภาษี ข้อมูลดังกล่าวจะสามารถนำมาคิดภาษีที่จะต้องเสียได้ โดยใช้หลักเกณฑ์

                                ภาษีที่ต้องเสีย      =             เนื้อที่ดินเพื่อคำนวณภาษี (ไร่) ? อัตราภาษีต่อไร่

 

ตัวอย่าง 1          นายffice:smarttags" />ersonName w:st="on" ProductID="โชคชัย มีที่ดินแปลงหนึ่ง">โชคชัย มีที่ดินแปลงหนึ่งersonName> เนื้อที่ 300 ตารางวา ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลเมืองฉะเชิงเทรา ใช้ที่ดินนั้นเป็นที่อยู่อาศัยของตนเอง ที่ดินดังกล่าวมีราคาปานกลางที่ดินไร่ละ 21,000 บาท (เกณฑ์ลดหย่อนเนื้อที่ดินสำหรับเทศบาลเมืองฉะเชิงเทรากำหนดไว้ 100 ตารางวา)

วิธีคำนวณภาษีบำรุงท้องที่ที่จะดำเนินการตามลำดับดังนี้

                (1) เนื้อที่ดินเพื่อคำนวณภาษี           =             เนื้อที่ดินถือครอง ? เนื้อที่เกณฑ์ลดหย่อน

                                                                                =             300 ? 100

                                                                                =             200 ตารางวา

 

                (2) คำนวณเนื้อที่ดินเพื่อคำนวณภาษีเป็นไร่ = จำนวนไร่ + จำนวนงาน + จำนวนวา

                                                                                                                         4                  400

                                                                                                                = 0 + 0 + 200

                                                                                                                          4     400

                                                                                                                = 0.5 ไร่

                (3) ตรวจบัญชี พ.ร.บ. ภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ. 2508 แล้วพบว่า ที่ดินของนายโชคชัย ซึ่งมีราคาปานกลางไร่ละ 21,000 บาท อยู่ในชั้นที่ 32 วัน ของบัญชีดังกล่าวและจะต้องเสียภาษีในอัตราไร่ละ 65 บาท

                (4) ภาษีที่จะต้องเสีย           =             เนื้อที่ดินเพื่อคำนวณภาษี (ไร่)  ?  อัตราภาษีต่อไป

                                                                =             0.5 ? 65

                                                                =             32.50 บาท

                นายโชคชัยจะต้องเสียภาษีบำรุงท้องที่สำหรับที่ดินดังกล่าวให้เทศบาลเมืองฉะเชิงเทราเป็นจำนวนเงิน

                                                                               

ตัวอย่าง 2          นายโชคชัย มีที่ดินแปลงหนึ่งมีเนื้อที่ 300 ตารางวา ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลเมืองฉะเชิงเทราใช้ที่ดินนั้นเป็นที่อยู่อาศัยของตนเอง ที่ดินดังกล่าวมีราคาปานกลางที่ดิน ไร่ละ 500,000 บาท (เกณฑ์ลดหย่อนเนื้อที่ดินสำหรับเทศบาลเมืองฉะเชิงเทรากำหนดไว้ 100 ตารางวา)

วิธีคำนวณอัตราภาษีบำรุงท้องที่จะดำเนินการตามลำดับดังนี้

                (1) เนื้อที่ดินเพื่อคำนวณภาษี           =             เนื้อที่ดินถือครอง ? เนื้อที่ดินเกณฑ์ลดหย่อน

                                                                                =             300 ? 100

                                                                                =             200 ตารางวา

                (2) คำนวณเนื้อที่ดินเพื่อคำนวณภาษีเป็นไร่ =             จำนวนไร่ + จำนวนงาน + จำนวนวา

                                                                                                                      4                      400

                                                                                                 =            0 + 0 +200

                                                                                                                      4     400

                                                                                                =             0.5 ไร่

                (3) ตรวจสอบบัญชีท้าย พ.ร.บ.ภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ. 2508 แล้วพบว่าที่ดินของนายโชคชัย ซึ่งมีราคาปานกลางที่ดินไร่ละ 500,000 บาท อยู่ในชั้นที่ 34 ของบัญชีดังกล่าว (ชั้นที่ 34 ราคาปานกลางของที่ดินเกินกว่าไร่ละ 30,000 บาท) จะต้องคำนวณอัตราภาษีต่อไร่ โดยใช้เกณฑ์

 

                                อัตราภาษีต่อไร่    =             ราคาปานกลางของที่ดิน x 25-5

                                                                                                10,000

                                                                =             500,000 ? 25 ? 5

                                                                                        10,000

                                                                =             1,245 บาท

                (4) ภาษีที่จะต้องเสีย           =             เนื้อที่ดินเพื่อคำนวณภาษี (ไร่) ? อัตราภาษีต่อไร่

                                                                =             0.5 ? 1,245

                                                                =             622.50   บาท

                นายโชคชัยจะต้องเสียภาษีบำรุงท้องที่สำหรับที่ดินดังกล่าวให้เทศบาลเมืองฉะเชิงเทราเป็นจำนวนเงิน 622.50 บาท

                ในการคำนวณภาษีบำรุงท้องที่ตามที่กล่าวมาพนักงานประเมินจะต้องพิจารณารายละเอียดในการคำนวณต่อไปนี้ด้วย กล่าวคือ

                (1) ที่ดินที่ต้องเสียภาษีบำรุงท้องที่เศษของไร่ให้คิดในอัตราลดลงตามส่วนแต่เศษของหนึ่งตารางวาจะให้ปัดทิ้ง

                (2) เมื่อคำนวณภาษีแล้ว เศษของ 10 สตางค์ ให้ปัดทิ้ง

                               

บันทึกการเข้า

  Drawing the Future
noon001
หัวหน้าเว็บ
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 151


อีเมล์
« ตอบ #11 เมื่อ: 17 ธันวาคม 2008, 12:38:16 PM »



 m;5 กฏหมายพวกนี้ใช้สอบภาค ข ทุกตำแหน่งหรือเปล่าค่ะ 
บันทึกการเข้า
tonbigs
รองหัวหน้าเว็บ
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 60


tonbigs@hotmail.com tonbigs@yahoo.com
อีเมล์
« ตอบ #12 เมื่อ: 17 ธันวาคม 2008, 01:21:14 PM »



m;5 กฏหมายพวกนี้ใช้สอบภาค ข ทุกตำแหน่งหรือเปล่าค่ะ 

ใช่ครับ อยู่ใน ระเบียบรักษาความลับของทางราชการ พ.ศ. 2540
บันทึกการเข้า

  Drawing the Future
ahor24
หัวหน้าเว็บ
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 192


เว็บไซต์
« ตอบ #13 เมื่อ: 17 ธันวาคม 2008, 09:35:12 PM »



ขอบคุณนะคะ สำหรับแนวข้อสอบที่นำมาบอกกัน

   :th\     :th\    :th\
บันทึกการเข้า
numnam
เจ้้าหน้าที่ใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 13


อีเมล์
« ตอบ #14 เมื่อ: 18 ธันวาคม 2008, 10:54:02 AM »



 :th\
บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2 3   ขึ้นบน
พิมพ์
กระโดดไป:  

ข้อสอบ ก.พ.งานราชการ