เป็นเพียงความคิดเห็นนะครับ ยังไม่ได้ศึกษาระเบียบแต่อย่างใด
ตามหลักการ ข้าราชการ ต้องเป็นกลางทางการเมือง
ดังนั้น ถ้าสังกัดพรรคการเมือง แล้วจะเป็นกลางทางการเมืองได้ยังไงอ่าครับ???

มาตรา ๘๒ (๙) “ข้าราชการต้องวางตนเป็นกลางทางการเมืองในการปฏิบัติหน้าที่ราชการและในการปฏิบัติการอื่นเกี่ยวข้องกับประชาชน กับจะต้องปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการว่าด้วยมารยาททางการเมืองของประชาชนด้วย” ซึ่งแยกเป็น ๒ กรณี คือ๑. ข้าราชการต้องวางตนเป็นกลางทางการเมืองในการปฏิบัติหน้าที่ราชการและในการปฏิบัติการอื่นเกี่ยวข้องกับประชาชน
คือ
ข้าราชการจะนิยมหรือเป็นสมาชิกในพรรคการเมืองใดๆตั้งโดยชอบด้วยกฎหมาย และจะไปประชุมอันเป็นการประชุมของพรรคการเมืองนั้นเป็นการส่วนตัวก็ได้ แต่ในทางที่เกี่ยวกับประชาชนและในหน้าที่ราชการจะต้องกระทำตัวเป็นกลาง ปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาลโดยไม่คำนึงถึงพรรคการเมือง การวางตัวเป็นกลางนั้น มิได้หมายความว่าข้าราชการจะเพิกเฉยไม่ไปใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้งหรือลงประชามติ แต่หมายถึงการไม่ใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ราชการ เพื่อสนับสนุนช่วยเหลือผู้สมัครคนใดหือพรรคการเมืองใด ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม และจะต้องไม่กีดกัน กลั่นแกล้งหรือใส่ร้ายป้ายสี ตำหนิติเตียน ทับถม หรือให้ร้ายผู้สมัครหรือพรรคการเมืองให้ได้รับความเสียหาย
เช่น
- นาย ก. เจ้าหน้าที่ กรมการค้าภายใน และในส่วนตัวก็เป็นสมาชิกพรรคการเมืองหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายการขึ้นราคาสินค้าอุปโภคบริโภคของรัฐบาล แต่อย่างไรก็ตามในฐานะนาย ก. ที่เจ้าหน้าที่ของรัฐ มีหน้าที่ทำตามนโยบายของรัฐบาล ดังนั้นในส่วนของการปฏิบัติหน้าที่ราชการ นาย ก. ต้องดำเนินการประกาศขึ้นราคาสินค้าตามนโยบายของรัฐาบาล
- นาย ข. เป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง มีหน้าที่ดูแล ควบคุมการชุมนุมประท้วงของประชาชน ต้องปฏิบัติตนให้เป็นกลางทางการเมืองจะขึ้นเวทีปราศรัยไม่ได้ เพราะถือว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับประชาชนข้าราชการจะต้องวางตัวเป็นกลางทางการเมือง
- นาย ค. ข้าราชการเป็นคณะกรรมการการเลือกหน่วยเลือกตั้ง ได้ชี้นำประชาชนให้เลือกพรรคการเมืองที่ตนเป็นสมาชิกอยู่ การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดวินัยฐานวางตัวไม่เป็นกลางทางการเมือง ตามมาตรา ๘๒ (๙)
๒. ข้าราชการจะต้องปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการว่าด้วยมารยาททางการเมืองของประชาชน
ตามระเบียบสำนักคณะรัฐมนตรี ว่าด้วยมารยาททางการเมืองของข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๔๙๙ ได้กำหนดให้ข้าราชการต้องไม่กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามดังต่อไปนี้
(๑) ไม่ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมืองใดๆ เว้นแต่ผู้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภท ๒ หรือข้าราชการการเมือง
(๒) ไม่ใช้สถานที่ราชการในกิจการทางการเมือง
(๓) ไม่วิพากษ์ วิจารณ์ การกระทำของรัฐบาลให้ปรากฏแก่ประชาชน
(๔) ไม่แต่งเครื่องแบบราชการไปร่วมประชุมพรรคการเมือง หรือไปร่วมประชุมในที่สาธารณสถานใดๆ อันเป็นการประชุมที่มีลักษณะทางการเมือง
(๕) ไม่ประดับเครื่องหมายของพรรคการเมืองในเวลาสวมเครื่องแบบราชการ หรือในเวลาราชการ หรือในสถานที่ราชการ
(๖) ไม่แต่งเครื่องแบบของพรรคการเมืองเข้าไปในสถานที่ราชการ
(๗) ไม่บังคับให้ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา หรือประชาชนเป็นสมาชิกในพรรคการเมืองใด และไม่กระทำการในทางให้คุณให้โทษ เพราะเหตุที่ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาหรือประชาชนนิยม หรือเป็นสมาชิกในพรรคการเมืองใดที่ตั้งขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมาย
(๘) ไม่ทำการขอร้องให้บุคคลใดอุทิศเงินหรือทรัพย์สินเพื่อประโยชน์แก่พรรคการเมือง
(๙) ไม่โฆษณาหาเสียง เพื่อประโยชน์แก่พรรคการเมือง หรือแสดงการสนับสนุนพรรคการเมืองใดๆ ให้เป็นการเปิดเผยในที่ประชุมพรรคการเมือง และในที่ที่ปรากฏแก่ประชาชน หรือเขียนจดหมายหรือบทความไปลงในหนังสือพิมพ์ หรือพิมพ์หนังสือหรือใบปลิว ซึ่งจะจำหน่ายแจกจ่ายไปยังประชาชนอันมีข้อความที่เป็นลักษณะของการเมือง
(๑๐) ไม่ปฏิบัติหน้าที่แทรกแซงในทางเมืองหรือใช้การเมืองเป็นเครื่องมือ เพื่อกระทำกิจการต่างๆ อาทิเช่น วิ่งเต้นติดต่อกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือพรรคการเมือง เพื่อนำร่างพระราชบัญญัติหรือญัตติเสนอสภาฯ หรือตั้งกระทู้ถามรัฐบาล
(๑๑) ในระยะเวลาที่มีการสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่แสดงออกโดยตรงหรือโดยปริยายที่จะเป็นการช่วยเหลือส่งเสริมสนับสนุนผู้สมัครรับเลือกตั้ง และในทางกลับกัน ไม่กีดกัน ตำหนิติเตียน ทับถม หรือให้ร้ายผู้สมัครรับเลือกตั้ง