http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2004q4/article2004nov10p6.htmนายอุดร ตันติสุนทร / ประธานอนุกรรมการการปกครองส่วนท้องถิ่น วุฒิสภา กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2547
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 43 มีบัญญัติหลักการสำคัญเกี่ยวกับการศึกษาไว้ว่า การจัดการศึกษาของรัฐ ต้องคำนึงถึง การมีส่วนร่วม ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเอกชน และต่อมาพระราชบัญญัติกำหนดแผน และขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542 กำหนดความในมาตรา 16 และ 17 ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น คือ เทศบาล เมืองพัทยา องค์การบริหารส่วนตำบล องค์การบริหารส่วนจังหวัด มีอำนาจหน้าที่ ในการจัดการศึกษา เพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นของตน
ข้อบัญญัติเหล่านี้ ทำให้คณะกรรมการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งมีหน้าที่กำหนดแนวทางปฏิบัติในการถ่ายโอนภารกิจ ได้ระบุ ในแผนปฏิบัติการกำหนดขั้นตอนกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2545 ถึงขอบเขตการถ่ายโอนภารกิจด้านการศึกษาก่อนวัยเรียนหรือปฐมวัย การศึกษาขั้นพื้นฐาน และการศึกษาระดับมัธยมศึกษา คือ
1.ให้กระทรวงศึกษาธิการกำหนดหลักเกณฑ์ และวิธีประเมินความพร้อมในด้านการศึกษาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยให้ผู้แทนมีส่วนร่วมด้วย
2.ประเมินความพร้อมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการจัดการศึกษาตามหลักเกณฑ์ และวิธีการประเมินที่กำหนด
3.ให้กระทรวงศึกษาฯ และเขตพื้นที่การศึกษาตาม พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ถ่ายโอนสถานศึกษาตามประเภทที่กำหนดให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นผ่านเกณฑ์ประเมินความพร้อมแล้ว
4.ให้กระทรวงศึกษาฯ และเขตพื้นที่การศึกษาฯ ติดตามตรวจสอบและประเมินผลการจัดการศึกษา
5.ให้คณะกรรมการกระจายอำนาจกำหนดให้มีคณะกรรมการด้านการศึกษาระดับเขตพื้นที่ในระดับจังหวัด ตามแผนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยทำหน้าที่กำหนดนโยบาย แผน และมาตรฐานการศึกษา กำกับดูแล จัดการศึกษาของสถานศึกษา รวมทั้งพิจารณาจัดสรรทรัพยากรในเขตพื้นที่
6.องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อาจร่วมกันจัดการศึกษา โดยดำเนินการในรูปของสหการก็ได้
เพื่อให้บรรลุผลในทางปฏิบัติ ภายหลังระยะเวลา 2 ปีที่คณะกรรมการกระจายอำนาจได้กำหนดขั้นตอนการถ่ายโอนภารกิจไว้ ในปีนี้ กระทรวงศึกษาธิการ จึงได้ออกกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ และวิธีการประเมินความพร้อมในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยสาระสำคัญ ดังนี้
1.ประสบการณ์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัด หรือมีส่วนร่วมจัดการศึกษา
2.แผนเตรียมความพร้อมจัดการศึกษา หรือแผนพัฒนาจัดการศึกษา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความพร้อมด้านต่างๆ ที่เหมาะสมกับระดับ ประเภท และรูปแบบการศึกษา
3.วิธีบริหารและจัดการศึกษา
4.จัดสรรรายได้เพื่อการศึกษา
5.ระดับและประเภทการศึกษาที่สอดคล้องกับสภาพปัญหา และความต้องการของชุมชน
6.ความเห็นของประชาชน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่อความพร้อมในการจัดการศึกษาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
นอกจากนี้ ยังได้กำหนดเงื่อนไขประกอบเกณฑ์การประเมิน ซึ่งประกอบด้วย
1.การมีรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพียงพอ
2.การกระจายอำนาจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้สถานศึกษา
3.การจัดโครงสร้างองค์กรภายในรองรับการบริหารจัดการศึกษา
4.การมีคณะกรรมการที่ปรึกษาในการจัดการศึกษาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
และ 5.การจัดระบบบริหารงานบุคคลเพื่อการศึกษา
กระทรวงศึกษาฯ ยังได้ออกประกาศเรื่องหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข ตัวชี้วัด และระดับคุณภาพในการประเมินความพร้อมในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยสร้างตัวชี้วัดเพื่อให้คะแนนว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใดสมควรจะจัดการศึกษาด้วยตนเอง อาทิเช่น ระยะเวลาที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดหรือมีส่วนร่วมหรือส่งเสริมสนับสนุนการจัดการศึกษา ผลของการจัดการศึกษา และความร่วมมือของชุมชน
เกณฑ์และเงื่อนไขการประเมินข้างต้น จะถูกนำมาใช้โดยคณะกรรมการเพื่อการประเมินคณะหนึ่ง ซึ่งมีทั้งหมด 9 คน ประกอบด้วย ผู้แทนส่วนราชการ ผู้แทนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งส่วนราชการและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ฝ่ายละ 3 คน
สิ่งที่น่าจับตามองก็คือว่า การให้คะแนนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละแห่งของคณะกรรมการประเมินนั้น จะเป็นอย่างไร เพราะต้องยอมรับว่าเกณฑ์การประเมินนั้นเป็นเรื่องที่ค่อนข้างละเอียด ซับซ้อน ที่จะพิจารณาว่าจะถ่ายโอนภารกิจการศึกษาให้กับองค์กรส่วนท้องถิ่นหรือไม่
อีกทั้งการที่กระทรวงศึกษาธิการได้ให้ความสำคัญกับรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยกำหนดเป็นเงื่อนไขบังคับ จึงเป็นเรื่องที่น่าจะพิจารณาว่า จะสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญหรือไม่
หากถือว่าการศึกษาเป็นการส่งเสริมคุณภาพชีวิต และการถ่ายโอนภารกิจเป็นเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ที่ต้องการให้ราชการบริหารส่วนกลางและภูมิภาค ลดหรือยุติบทบาทจากผู้ปฏิบัติ เปลี่ยนไปให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้ปฏิบัติแทน และจะต้องมีการถ่ายโอนงาน เงิน และจัดสรรบุคลากรให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างเหมาะสมแล้ว การกำหนดเงื่อนไขหลักเกณฑ์ ที่ยากต่อการปฏิบัติ ก็อาจจะทำให้กระบวนการเรียนรู้ในการปกครองตนเอง ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเกิดขึ้นได้ยาก
คณะอนุกรรมการพิจารณาศึกษาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น วุฒิสภา ได้ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน จัดสัมมนาทางวิชาการในหัวข้อ "การปกครองส่วนท้องถิ่น กับการกระจายอำนาจทางการศึกษา" ในวันที่ 19 พ.ย.นี้ เวลา 08.30-18.30 น. ณ ห้องประชุมคณะกรรมาธิการ อาคารรัฐสภา เพื่อร่วมกันแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และข้อเสนอแนะจัดการศึกษาในระดับใดระดับหนึ่ง หรือทุกระดับ ได้ตามความพร้อม ความเหมาะสม และความต้องการภายในท้องถิ่น