http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2005q4/article2005oct18p7.htmผศ.ดร.โสภารัตน์ จารุสมบัติ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2548
ขณะที่ปัญหาสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นปัญหาของน้ำเสีย มลพิษทางอากาศ ล้วนเป็นปัญหาที่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในเขตพื้นที่เมืองที่มีการขยายการเติบโตอย่างรวดเร็ว ภาคสังคมก็มีความคาดหวังต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ได้รับมอบหมายภารกิจให้ทำหน้าที่ในการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ ภายใต้กฎหมายหลัก 3 ฉบับ คือ
1.รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 ที่กำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอำนาจหน้าที่ที่จะส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม
2.พ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 ได้กำหนดหน้าที่ในการจัดระบบการบริการสาธารณะ และเน้นให้อำนาจหน้าที่ในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
และ 3.พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 ซึ่งมีบทบัญญัติเกี่ยวกับการสนับสนุน การมีส่วนร่วมของประชาชนและการมอบหน้าที่แก่พนักงานท้องถิ่นในการจัดทำแผนปฏิบัติการ เพื่อการจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อมในท้องที่เขตพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม และแผนปฏิบัติการเพื่อลดและขจัดมลพิษในเขตควบคุมมลพิษ
หากพิจารณาจากกรอบของกฎหมายที่กำหนดอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในข้างต้นจะพบว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถดำเนินการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมตามขอบเขตการปกครองได้อย่างเต็มที่
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากสภาพโดยธรรมชาติและปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ได้เกิด และมีผลกระทบเฉพาะในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง ตามเขตการปกครองเท่านั้น หากแต่เป็นปัญหาที่มีลักษณะข้ามเขตแดน (Transboundary) เช่น ปัญหาน้ำเสีย ซึ่งอาจเกิดขึ้นจากพื้นที่หนึ่งที่ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ต้นน้ำ และส่งผลกระทบต่อพื้นที่อื่นบริเวณกลางน้ำ และปลายน้ำที่อยู่ภายในเขตปกครองขององค์กรปกครองท้องถิ่นอื่น
หรือปัญหาขยะที่มีการนำไปทิ้งจากพื้นที่หนึ่งไปยังอีกพื้นที่หนึ่ง หรือแม้แต่กระทั่งปัญหามลพิษทางอากาศที่มีการแพร่กระจายไปยังพื้นที่อื่น นอกเหนือจากบริเวณแหล่งกำเนิดที่บางครั้งพื้นที่แหล่งกำเนิดไม่ได้รับผลกระทบใดเลย
สภาพปัญหาเช่นนี้ชี้ให้เห็นว่า การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมจะไม่สามารถจำกัดอยู่ในแต่ละเขตพื้นที่ปกครองอีกต่อไป คำถามก็คือ องค์กรปกครองท้องถิ่นจะสามารถดำเนินการจัดการกับปัญหาที่มีลักษณะข้ามเขตแดนแบบนี้ได้หรือไม่ และอย่างไร
คำถามแรก อาจตอบได้ไม่ยากนัก หากพิจารณาภายใต้กรอบกฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบัน เนื่องจากได้มีการกำหนดไว้อย่างชัดเจนแล้วว่า ในกรณีที่เป็นเรื่องที่ซึ่งอยู่นอกเขตพื้นที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้องค์กรปกครองท้องถิ่นมีอำนาจหน้าที่ที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมได้ในสองกรณี คือ
กรณีที่หนึ่ง เมื่อการบริหารจัดการนอกเขตพื้นที่นั้นอาจมีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชนในเขตพื้นที่ของตน และ กรณีที่สอง เมื่อมีการพิจารณาโครงการหรือกิจกรรมที่อาจมีผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมหรือประชาชนในพื้นที่ แต่สำหรับคำถามที่สองดูจะเป็นสิ่งที่ท้าทายองค์กรปกครองท้องถิ่นในการนำไปปฏิบัติมากกว่า เนื่องจากการที่จะสามารถดำเนินการจัดการแบบข้ามเขตพื้นที่ปกครองได้นั้น ต้องอาศัยปัจจัยหลายประการมาสนับสนุนที่สำคัญ ได้แก่
1.รูปแบบและเงื่อนไขของการดำเนินการที่ต้องมีการกำหนดให้เหมาะสม ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นรูปแบบเดียวกันหมดทุกท้องถิ่น หรือทั่วประเทศ แต่ควรมีความหลากหลายตามความแตกต่างกันของสภาพธรรมชาติและปัญหาของแต่ละท้องถิ่น
2.การประสานงานของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในทุกระดับ ที่จะต้องมีความตั้งใจและจริงใจที่จะร่วมมือกันจัดการปัญหา โดยอาศัยพื้นฐานของความเข้าใจลักษณะโดยธรรมชาติของปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เขตพื้นที่การปกครอง
3.การเปิดโอกาสให้ประชาชนและองค์กรชุมชนท้องถิ่นที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งโดยตรง และโดยอ้อม ได้เข้ามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม นับตั้งแต่การริเริ่มวางแผนไปจนถึงการปฏิบัติการ และการประเมินติดตามผลการดำเนินการ ซึ่งจะช่วยให้เกิดความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นเจ้าของร่วมกัน ไม่ใช่หน้าที่ของคนใดคนหนึ่ง
ประเด็นที่สำคัญคือ การบริหารจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามเขตแดนนี้ เป็นเรื่องที่ใหม่และมีความซับซ้อนในเชิงเทคนิค และการบริหารจัดการ
การที่องค์กรปกครองท้องถิ่นได้รับการถ่ายโอนอำนาจหน้าที่การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมมาจากส่วนกลาง เพื่อบริหารจัดการให้เป็นไปตามหลักการกระจายอำนาจ ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญนั้น จำเป็นต้องมีการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจและศักยภาพต่างๆ ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้สามารถบริหารจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมนี้ ที่มีลักษณะธรรมชาติแตกต่างจากปัญหาอื่น
แน่นอนว่า ภายใต้ข้อจำกัดของการบริหารจัดการที่องค์กรปกครองท้องถิ่นหลายแห่งเผชิญอยู่ ณ ขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นด้านทรัพยากรบุคคล งบประมาณ วัสดุอุปกรณ์ ย่อมเป็นอุปสรรคที่จะทำให้การบรรลุเป้าหมาย ในการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมข้ามแดนเป็นไปได้ยาก โดยต้องไม่ลืมว่าทรัพยากรที่เป็นฐานสำคัญของท้องถิ่นแต่ละแห่ง ที่สำคัญ คือ ประชาชน ที่ท้องถิ่นสามารถอาศัยเป็นกำลัง ขึ้นอยู่กับว่าผู้บริหารขององค์กรปกครองท้องถิ่นทั้งหลาย จะเห็นความสำคัญและเปิดโอกาสให้กับพลังเหล่านี้ได้มากน้อยเพียงใด
ความสามารถขององค์กรปกครองท้องถิ่นในการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมข้ามแดน จึงมิได้มีขอบเขตเฉพาะความสามารถตามกรอบกฎหมายที่กำหนดไว้เท่านั้น แต่ยังหมายถึงความสามารถในการบริหาร และภาวะความเป็นนักบริหารที่สามารถจัดการปัญหาที่ท้าทายเช่นนี้ได้ด้วย นั่นย่อมต้องอาศัยการพัฒนาความรู้ และการเปลี่ยนแปลงทัศนคติที่เปิดมุมมองกว้างขวางขึ้น ยอมรับความแตกต่างและหลากหลายทางความคิดของผู้อื่น เพื่อช่วยกันทำงานด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อท้องถิ่นส่วนรวมต่อไป