ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น

 
การค้นหาขั้นสูง

432245 กระทู้ ใน 34975 หัวข้อ- โดย 182909 สมาชิก - สมาชิกล่าสุด: Phuwadol

22 กันยายน 2014, 09:06:47 PM
งานราชการ ชุมชนคนท้องถิ่น : เว็บ community อันดับ 1 ของวงการท้องถิ่นชุมชนของเราห้องส่วนราชการ"ท้องถิ่น.....ไม่ควรเข้าสู่ระบบแท่ง"
หน้า: [1]   ลงล่าง
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: "ท้องถิ่น.....ไม่ควรเข้าสู่ระบบแท่ง"  (อ่าน 7076 ครั้ง)
pidman1
รองปลัด I.T.
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 263



เว็บไซต์
« เมื่อ: 06 กรกฎาคม 2009, 07:07:55 PM »



"ท้องถิ่น.....ไม่ควรเข้าสู่ระบบแท่ง"
http://www.thailocalgov.com/file_html2009/phiphatw10_06_52.html
นายเอนก เกษมสุข....วิทยากร
นายกสมาคมฯ และ ปลัดอบต.ผู้แทนใน ก.อบต.
ผอ.ชนินทร์ ราชมณี
ผอ.ศิริวัฒน์ บุปผาเจริญ
โดย  ป.พิพัฒน์ วรสิทธิดำรง
ปลัดอบต.บงตัน อ.ดอยเต่า จ.เชียงใหม่

เลขาธิการสมาพันธ์ข้าราชการและลูกจ้างท้องถิ่นไทย
โทร.089-7581317,081-8829088
E-mail: phiphatw@hotmail.com
๘ มิถุนายน ๒๕๕๒

สวัสดี ครับเพื่อนข้าราชการส่วนท้องถิ่นทุกท่าน เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (๘ มิ.ย. ๒๕๕๒) ได้รับเชิญให้เข้าร่วมสังเกตการณ์ การประชุมสัมมนา เรื่อง "ทิศทางการบริหารงานบุคคลท้องถิ่น" ณ โรงแรมรอยัลริเวอร์ กรุงเทพมหานคร จัดโดย สมาคมข้าราชการส่วนตำบลและเทศบาล จากการประสานงานของ ผอ.ศิริวัฒน์ บุปผาเจริญ ผู้อำนวยการส่วนมาตรฐานทั่วไปการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น ในโครงการนี้ สมาคมฯรับผิดชอบค่าอาหารกลางวัน ค่าอาหารว่าง ค่าวิทยากร ค่าเอกสาร และค่าห้องประชุม โดยได้เชิญ ปลัดอบต.ผู้แทนใน ก.อบต.จังหวัด รวม ๒๑๐ คน แต่มีผู้เข้าร่วมประชุมจริงจำนวน ๑๕๕ คน อันมีสาเหตุมาจากหลายจังหวัดไม่ทราบข่าว หลายจังหวัดติดภารกิจ ทำให้ไม่ได้เข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้ สำหรับผมเองได้รับเชิญจาก นายกสมาคมฯ (ป.ธัญศักดิ์) ให้เข้าไปร่วมรับฟังความคืบหน้าของการจัดประชุมสัมมนาครั้งนี้ เพื่อนำผลสรุปมาแจ้งต่อเพื่อนข้าราชการส่วนท้องถิ่นในวงกว้างอีกครั้ง ทั้งนี้ สมาคมฯเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ค่าที่พัก และค่าอาหารให้ จึงขอขอบคุณสมาคมฯมา ณ ที่นี้ด้วย ทั้งนี้ ในการจัดประชุมได้มีการแจกหนังสือร่างกฎหมายจำนวน ๔ ฉบับ ประกอบด้วย ร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการส่วนท้องถิ่น...,ร่างประมวลกฎหมายของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น... ร่างพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่น.... และร่างพระราชบัญญัติรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่ง ซึ่งร่างกฎหมายทั้งหมดได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะทำงานของรัฐบาลที่มีนาย อภิรักษ์ โกษะโยธิน ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เรียบร้อยแล้ว รอนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไปในเร็ว ๆ นี้......

ดังนั้น วันนี้ ก็ขอนำเรื่องที่สำคัญ ๆ ที่วิทยากรได้บรรยายให้ผู้เข้าร่วมประชุมสัมมนาในครั้งนี้แจ้งต่อเพื่อน ๆ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการส่วนท้องถิ่นทุกคน

ในภาคเช้า เป็นการนำเสนอของนายเอนก เกษมสุข ประธานอนุกรรมการเทียบตำแหน่ง อดีตผู้อำนวยการกองการเจ้าหน้าที่ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ได้บรรยายเกี่ยวกับระบบการบริหารงานบุคคลในภาพกว้างทั่ว ๆ ไป ซึ่งส่วนใหญ่พวกเราทราบพอสมควรอยู่แล้ว จึงไม่ขอนำมาเล่าต่ออีก จากนั้น เป็นการพูดคุยของนายกสมาคมข้าราชการส่วนตำบลและเทศบาล และปลัดอบต.ผู้แทนใน ก.อบต. (ก.กลาง) อีก ๓ ท่าน คือ เชื้อ ฮั่นจินดา ปลัดอบต.หินตั้ง จ.นครนายก,พัสกร ใยน้อย ปลัดอบต.บึงบอน จ.ปทุมธานี,และทวีศักดิ์ ศรีทองกิติกูล ปลัดอบต.เขาจ้าว จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยทั้ง ๔ ท่านได้ชี้แจงการทำงานที่ผ่านมา รวมทั้งปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้นกับระบบการบริหารงานบุคคลในปัจจุบัน

ในภาคบ่าย... ผอ.ศิริวัฒน์ บุปผาเจริญ ผู้อำนวยการส่วนมาตรฐานทั่วไปการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น ได้บรรยายเกี่ยวกับปัญหาอุปสรรคในการบริหารงานบุคคลท้องถิ่นที่ผ่านมา ที่สำคัญ ๆ พอสรุปได้ดังนี้

หนึ่ง เรื่องกรณีปลัดอบต.ปฏิบัติหน้าที่นายกฯ มีปัญหาเกิดขึ้นหลายเรื่อง โดยเฉพาะที่กฎหมายกำหนดว่า ให้ปฏิบัติหน้าที่เท่าที่จำเป็นนั้น จำเป็นอย่างไร ผอ.ศิริวัฒน์ ได้ยกตัวอย่าง กรณี การดำเนินการสอบเลื่อนระดับปลัดอบต.จากระดับ ๖ เป็นระดับ ๗ นั้นจะกระทำมิได้ เนื่องจากเป็นผลประโยชน์ส่วนตน และมิได้มีความจำเป็นเร่งด่วน อีกทั้ง ยังเป็นเรื่องของการใช้ดุลยพินิจของผู้บริหารตัวจริงด้วย หากฝืนดำเนินการ ปลัดฯที่ทำหน้าที่นายกฯ จะถือว่า ใช้ตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ เอื้อประโยชน์ให้กับตนเอง อันมีความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาคดีปกครอง (ป.วิ ปกครอง) ในกรณีการใช้ดุลยพินิจที่ตนมีส่วนได้เสีย โดยสรุปแล้ว ปลัดฯซึ่งปฏิบัติหน้าที่นายกฯ สามารถกระทำหน้าที่ในเรื่องที่เป็นงานประจำเท่านั้น หากเรื่องใดที่เป็นการเกี่ยวกับการดุลยพินิจ หรือเป็นเรื่องเกี่ยวกับนโยบายของตำแหน่งผู้บริหารแล้วจะกระทำมิได้

สอง กฎหมายล้างมลทิน ผอ.ศิริวัฒน์ฯ ได้อธิบายเกี่ยวกับการใช้กฎหมายล้างมลทินเอื้อประโยชน์ต่อตนเองหรือบุคคล อื่น ซึ่งมีกรณีที่มีอบต.บางแห่ง ได้ออกคำสั่งลงโทษทางวินัยแก่พนักงานส่วนตำบล ก่อนที่ ก.อบต.จังหวัดจะมีมติเห็นชอบ เนื่องจากเกรงว่า หากรอมติ ก.อบต.จังหวัดจะไม่ทันการณ์เนื่องจากตามกฎหมายล้างมลทิน จะต้องมีการดำเนินการให้เสร็จสิ้นก่อนหรือในวันที่กฎหมายมีผลใช้บังคับ (๕ ธันวาคม ๒๕๕๐) ผลก็คือ คำสั่งลงโทษพนักงานส่วนตำบลรายนั้น ได้รับการล้างมลทินตามกฎหมายจริง เพราะกฎหมายได้กำหนดว่า โทษที่ได้รับการล้างมลทินนั้น จะชอบหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ได้รับการล้างมลทินเช่นกัน แต่ผลจากนั้น...ก็คือ ผู้ออกคำสั่ง รวมทั้งผู้เสนอร่างคำสั่ง จะต้องได้รับการไต่สวนสอบสวนทางอาญาและวินัยต่อไป อันเนื่องจากการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมายเพื่อเอื้อประโยชน์ให้ตน เองหรือผู้อื่น ซึ่งในเรื่องนี้ จะไปเข้าทำนองที่ว่า "เอ็นดูเขา เอ็นเราขาด" นั่นเอง ดังนั้น การที่ผู้บริหารจะใช้ดำเนินการใด ๆ ควรพิจารณาในเรื่องข้อกฎหมายให้ดี โดยเฉพาะหลักของกฎหมายที่ว่า "ไม่มีกฎหมายห้ามทำได้" กับ "มีกฏหมายให้อำนาจ ทำได้" ผู้บริหารควรพิจารณาใช้หลักทั้งสองหลักนี้ให้ดีว่า หลักใดควรใช้เวลาไหน โดยสรุปก็คือ หลักของคำว่า "ไม่มีกฎหมายห้าม ทำได้" นั้น เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับตนเอง หรือเรื่องส่วนตัว อันจะเกี่ยวข้องกับเอกชน และเกี่ยวข้องกับกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ สำหรับหลักของคำว่า "มีกฎหมายให้อำนาจ ทำได้" นั้น เป็นเรื่องเกี่ยวกับการใช้อำนาจเกี่ยวโยงกับส่วนรวมหรือกิจการสาธารณะ อันเกี่ยวเนื่องกับกฎหมายอาญา ดังนั้น ต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วนว่า ท่านอยู่ในสถานะใดที่จะใช้หลักทั้งสองหลัก...

สาม การเปลี่ยนสายงาน ผอ.ศิริวัฒน์ฯ ได้แจ้งต่อที่ประชุมว่า ในปี พ.ศ. ๒๕๕๓ จะมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์การเปลี่ยนสายงานใหม่ เพื่อให้ความเป็นธรรมกับ ข้าราชการส่วนท้องถิ่นที่ทำงานมานาน
ซึ่งทำงานในหน้าที่ได้ดี แต่ไม่สามารถสอบแข่งขันกับเขาได้ เนื่องจากมีอายุมาก ทำให้การอ่านหนังสือเพื่อเตรียมสอบนั้น ไม่สามารถสู้กับข้าราชการรุ่นใหม่ได้ ประกอบกับที่ผ่านมามีข้าราชการส่วนท้องถิ่นที่เข้ารับการฝึกอบรมเปลี่ยนสาย งาน โดยเฉพาะตำแหน่ง นักวิชาการเงินและบัญชี นั้น มีหลายคนไม่ได้ทำหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการเงินการบัญชีมาก่อน แต่มีคุณวุฒิได้เข้ารับการฝึกอบรมเปลี่ยนสายงาน ทำให้ไม่เป็นธรรมกับบุคคลอื่น ๆ และไม่เป็นไปตามเจตนารมย์ดั้งเดิมที่ต้องการแก้ปัญหาให้กับข้าราชการส่วน ท้องถิ่นที่ปฏิบัติหน้าที่มานานพอสมควร แต่ไม่สามารถสอบแข่งขันหรือสอบเปลี่ยนสายงานนั้น จึงต้องมีการแก้ไขปรับปรุงใหม่....

สี่ การลงมติในที่ประชุม ก.อบต.จังหวัด..ผอ.ศิริวัฒน์ฯยังได้ให้ข้อแนะนำในเรื่องของการลงมติในที่ ประชุมของ ก.อบต.จังหวัดด้วยว่า ควรใช้ดุลยพินิจให้ดีบนพื้นฐานของกฎหมาย หลักเกณฑ์ ที่ให้อำนาจไว้เท่านั้น "อย่าใช้พวกมากลากไป"
เพราะมีกรณี "ตายหมู่" มามากแล้ว เหมือนเช่น กรณีการลงมติของ คณะรัฐมนตรีในหลายเรื่องที่ คตส.และปปช.ชี้มูลความผิดไว้ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล เช่น กรณีเมื่อ สตง.ชี้มูลความผิดไว้ อันเป็นเรื่องของการทุจริตในตำแหน่งหน้าที่ และมีมติครม.กำหนดไว้แล้วว่า กรณีมีการทุจริต โทษมีสถานเดียวคือ ไล่ออกจากราชการ หาก ก.อบต.จังหวัดใช้หลักพวกมากลากไป ลงโทษในสถานเบาหรือต่ำกว่าแล้ว อาจได้รับโทษหมู่ได้ ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ดังนั้น การลงมติใด ๆ ในก.อบต.จังหวัด หากท่านมีความเห็นว่า มตินั้นไม่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ท่านต้องแสดงความเห็นแย้งไว้ในที่ประชุมและต้องบันทึกความเห็นแย้งนั้นไว้ ด้วย ท่านถึงจะปลอดภัย.....

ห้า การเลื่อนขั้นเงินเดือนประจำปี ผอ.ศิริวัฒน์ฯ ได้ตอบคำถามในประเด็นนี้ไว้ว่า กรณีที่นายกอบต.ครบวาระในปีนี้ หากในช่วงที่มีการเลื่อนขั้นเงินเดือนยังไม่มีนายกฯ สำหรับการประเมินประสิทธิภาพประสิทธิผลการปฏิบัติงาน ของตำแหน่ง ปลัดอบต.นั้น ต้องให้นายอำเภอเป็นผู้ประเมิน ปลัดอบต.จะประเมินตนเองไม่ได้ ทั้งนี้ เป็นไปตามกฎหมาย วิ.ปกครอง ตามกฎหมายกระทรวงฉบับที่ ๖ ที่กำหนดไว้ว่า กรณีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่มีผู้บริหาร ให้ผู้มีหน้าที่กำกับดูแลเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ในเรื่องที่เกี่ยวข้องนั้น แทน สำหรับการแต่งตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองผลการประเมินฯ สามารถแต่งตั้งไว้ล่วงหน้าหรือแก้ไขก่อนที่ ผู้บริหารจะครบวาระการดำรงตำแหน่งได้ สำหรับปัญหากรณีที่ คณะกรรมการกลั่นกรองผลการประเมินฯ ได้เห็นชอบให้ผู้ใดได้รับการเสนอให้เลื่อนขั้นเป็นจำนวนเท่าใดแล้ว แต่นายกอบต.ไปเปลี่ยนแปลงให้ผิดแผกแตกต่างไปจาก คณะกรรมการกลั่นกรองฯแล้ว กรณีนี้ มีคำพิพากษาศาลปกครองไว้แล้ว ว่า การกระทำของนายกฯนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น กรณีที่คณะกรรมการกลั่นกรองฯมีมติเป็นประการใด นายกอบต.จะต้องเห็นชอบและมีคำสั่งให้เป็นไปตามนั้น.......

หก ปัญหาสี่ปีย้ายของสายงานบริหาร ผอ.ศิริวัฒน์ฯ ได้ขอความเห็นจากที่ประชุมว่า ยังต้องการให้คงเรื่องนี้ไว้หรือไม่ ซึ่งส่วนใหญ่ยังมีความเห็นว่า ควรคงไว้ แต่ให้มีการปรับปรุงเงื่อนไขบางประการ โดยผอ.ศิริวัฒน์ฯ ได้ขอให้ที่ประชุมได้กรอกแบบสอบถามและแสดงความเห็นเพิ่มเติมในแบบสอบถามด้วย

เจ็ด ระบบแท่งเงินเดือน ผอ.ศิริวัฒน์ฯ ได้แจ้งความคืบหน้าว่า ระบบแท่งเดือนของข้าราชการส่วนท้องถิ่นอยู่ระหว่างการศึกษาวิจัย ซึ่งคาดว่าจะต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร ....(สำหรับรายละเอียดเรื่องนี้ รวมทั้งผลสรุปว่า ทำไมถึงไม่ควรเข้าสู่ระบบแท่ง จะนำเสนอในครั้งต่อไป ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจากการนำเสนอของ พ.จ.อ.ชนินทร์ ราชมณี ผอ.ส่วนประสานการถ่ายโอนบุคลากรและมาตรฐานตำแหน่ง และเรื่องอื่น ๆ เช่น ความก้าวหน้าของสายงานต่าง ๆ กองทุนค่ารักษาพยาบาล ฯลฯ)

สำหรับ ช่วงท้ายของวันนี้ อยากฝากเชิญชวนเพื่อนข้าราชการส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะในสังกัดอบต. ได้เข้าร่วมโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง "เทคนิคการบริหารจัดการเลือกตั้งท้องถิ่นอย่างมีคุณภาพ" ระหว่างวันที่ ๑๐ - ๑๑ กรกฏาคม ๒๕๕๒ ณ โรงแรมศิรินาถการ์เด้นท์ ถนนคันคลองชลประทาน ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองฯ จังหวัดเชียงใหม่ จัดโดย สมาพันธ์ข้าราชการและลูกจ้างท้องถิ่นไทย โดยมีวิทยากรมาจาก สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดเชียงใหม่ เป็นวิทยากรหลัก ซึ่งในการฝึกอบรมครั้งนี้ ก็สืบเนื่องจาก อบต.กว่า ๓,๐๐๐ แห่งจะครบวาระการดำรงตำแหน่งในวันที่ ๓๐ กรกฎาคมนี้ ในการจัดการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ปลัดอบต.ในฐานะผู้อำนวยการการเลือกตั้ง มักจะประสบปัญหาในเรื่องของทีมงานที่มีความรู้ความเข้าใจในระบบ ขั้นตอน วิธีการ จัดการเลือกตั้งไม่ชัดเจนทำให้เกิดปัญหาหลายอย่างในการปฏิบัติงานจริง ทำให้ปลัดอบต.จะทำงานหนักมาก เพราะต้องทำหน้าที่ในหลายด้านในช่วงเวลาดังกล่าว การจัดโครงการนี้ขึ้น ก็เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระของปลัดอบต.โดยตรง ดังนั้น จึงขอให้ท่านปลัดอบต.ทั้งหลายได้พิจารณาจัดส่งพนักงานส่วนตำบล หรือ ลูกจ้างประจำ หรือพนักงานจ้าง ที่ท่านจะกำหนดให้เป็นผู้ช่วยเหลืองานของท่านได้เข้าอบรมฯในครั้งนี้ กรณีที่มีเพื่อนปลัดอบต.บางแห่งได้โทรศัพท์มาสอบถามว่า จะส่งเข้าอบรมเกินกว่าที่กำหนดไว้ (๑ - ๓ คน) จะได้หรือไม่ ยินดีมากครับที่เห็นความสำคัญของเรื่องนี้ ซึ่งเป็นดุลยพินิจของท่านกับผู้บริหาร หากผู้บริหารพิจารณาเห็นว่า มีความจำเป็นก็สามารถจัดส่งเข้าอบรมได้ครับ อยู่ที่การเสนอบันทึกรายงานขออนุมัติครับ อีกโครงการหนึ่งก็คือ โครงการประชุมสัมมนา เรื่อง กำหนดนโยบายและหาเสียงอย่างไรให้ปลอดใบเหลือง-แดง กำหนดจัดระหว่างวันที่ ๓ - ๔ กรกฏาคม ๒๕๕๒ ในสถานที่เดียวกัน โครงการนี้จัดทำขึ้น เพื่อแบ่งเบาภาระของปลัดอบต.อีกเช่นกัน ที่ท่านอาจลำบากใจในการชี้แจงข้อกฎหมาย-ระเบียบต่าง ๆ ซึ่งเป็นข้อห้ามสำหรับผู้บริหารหรือสมาชิกสภาอบต.ที่คาดว่าจะลงสมัครรับ เลือกตั้งอีกครั้งหนึ่ง หากท่านชี้แจงตรง ๆ หรือด้วยตนเอง ท่านนายกฯหรือสมาชิกฯ อาจไม่เต็มใจที่จะเชื่อนัก ดังนั้น โครงการนี้จึงต้องการแก้ไขปัญหาดังกล่าว

สุดท้าย..ความคืบหน้าของการจัดโครงการประชุมสัมมนาเชิงวิชาการ เรื่อง "ข้าราชการส่วนท้องถิ่น....ก้าวต่อไปเพื่อสังคมไทยสันติสุข" ระหว่างวันที่ ๒๓ - ๒๖ มิถุนายน ๒๕๕๒ ที่จังหวัดระยอง จัดโดยสมาคมข้าราชการส่วนตำบลและเทศบาล นั้น ยังคงเดินหน้าเหมือนเดิมครับ สำหรับประธานในพิธี ปัจจุบันยังไม่ได้รับยืนยันจาก ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี เนื่องจากในช่วงวันที่ ๒๔ - ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๒ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี มีกำหนดการเดินทางไปประเทศจีน คงยังเหลือเพียงวันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๕๒ ภาคบ่าย อยู่ระหว่างการยืนยันอีกครั้งว่า ท่านจะกรุณามาพบข้าราชการส่วนท้องถิ่นในภาคบ่ายของวันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๕๒ ได้หรือไม่ เพราะ ช่วงเช้าจะมีการประชุมคณะรัฐมนตรีตามปกติ และในวันดังกล่าวยังเป็นวันปิดสมัยประชุมวิสามัญด้วย หาก ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีเดินทางมาเป็นประธานเปิดในวันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๕๒ กำหนดการพิจารณาเปิดก็จะขยับตาม ซึ่งหมายถึง ผู้เข้ารับการฝึกอบรมต้องรีบมาลงทะเบียนในภาคเช้าให้ครบถ้วน และผู้ที่จะเข้ารับมอบเข็มเชิดชูเกียรติในฐานะข้าราชการส่วนตำบลดีเด่น ก็จะต้องมาให้ทันตามกำหนดการด้วย แต่หาก ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี เดินทางมาไม่ได้ กำหนดการจะคงเดิมครับ...สำหรับความคืบหน้าจะแจ้งให้ทราบเป็นระยะ ๆ ครับ วันนี้ ลาไปก่อนครับ สวัสดีครับ.




บันทึกการเข้า
pidman1
รองปลัด I.T.
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 263



เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: 06 กรกฎาคม 2009, 07:12:02 PM »



?ท้องถิ่นไม่ควรเข้าสู่ระบบแท่ง 2?
http://www.thailocalgov.com/file_html2009/phiphatw16_06_52.html

๑๖ มิถุนายน ๒๕๕๒

สวัสดีครับเพื่อนข้า ราชการส่วนท้องถิ่นทุกท่าน สัปดาห์ก่อนได้คุยค้างไว้เกี่ยวกับการประชุมสัมมนาเรื่อง ทิศทางการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น ซึ่งจัดโดย สมาคมข้าราชการส่วนตำบลและเทศบาล โดยการประสานงานของ ส่วนมาตรฐานทั่วไปการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น ครั้งก่อนได้คุยค้างไว้ สำหรับการบรรยายของ พ.จ.อ.ชนินทร์ ราชมณี ผอ.ส่วนประสานการถ่ายโอนบุคลากรและมาตรฐานตำแหน่ง ซึ่งได้บรรยายช่วงสุดท้ายของการประชุมสัมมนา พอจะสรุปเนื้อหาที่สำคัญ ได้ดังนี้

(๑) การเปลี่ยนสาน ผอ.ชนินทร์ แนะนำว่า ในเรื่องนี้ หากเป็นไปได้ กรณีของสายงานเริ่มต้นจากระดับ ๑ และสายงานเริ่มต้นจากระดับ ๒ นั้น หากได้ระดับ ๓ และมีวุฒิปริญญาตรีในสายงานของตนแล้ว ให้รีบเปลี่ยนสายงานโดยทันที
เพื่อจะได้สิทธิในการเลื่อนระดับและพอกขั้นเงินเดือน แต่เนื่องจากการเปลียนสายงานจากสายงานเริ่มต้นจากระดับ ๑ ไปสายงานเริ่มต้นระดับ ๒ หรือ จากสายงานเริ่มต้นจากระดับ ๒ หรือสายงานเริ่มต้นจากระดับ ๑ ไปสายงานที่เริ่มต้นจากระดับ ๓ นั้น มีความสลับซับซ้อนพอสมควร เนื่องจากผอ.ชนินทร์ฯ ได้ชี้แจงว่า การเปลี่ยนสายงานเหล่านี้ มีเงื่อนไขทั้งเรื่องของวุฒิการศึกษาตรงหรือไม่ ระยะเวลาการดำรงตำแหน่งครบหรือไม่ เงินเดือนแตะขั้นต่ำหรือไม่แตะก็ได้ รวมทั้ง สายงานเกื้อกูลและไม่เกื้อกูลจะต้องทำอย่างไร เป็นเรื่องหากไม่ศึกษาให้ดีจะทำผิด ๆ ถูก ๆ ซึ่งที่ผ่านมามีอบต.และเทศบาลจำนวนมากทำผิด ๆ ถูก ๆ หรือแม้แต่ ก.อบต.จังหวัด หรือ ก.ท.จังหวัดเองก็ใช้ดุลยพินิจที่ผิดเช่นกัน ดังนั้น ผอ.ชนินทร์ฯจึงได้จัดทำชาร์ท แผนผัง ความก้าวหน้าของตำแหน่ง และสายงานต่าง ๆ ไว้ให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น รวมถึงได้บรรยายรายละเอียดในแต่ละขั้นตอนไว้ให้เข้าใจง่ายขึ้น โดยจะสรุปให้กับสมาคมข้าราชการส่วนตำบลและเทศบาลนำไปจัดพิมพ์เพื่อแจกในงาน ประชุมสัมมนาเชิงวิชาการฯที่จังหวัดระยอง รวมทั้ง จะนำไปบรรยายให้กับผู้เข้าอบรมหลักสูตร นักบริหารงานบุคคลมืออาชีพ ซึ่งปีนี้ กรมส่งเสริมฯจะดำเนินการจัดฝึกอบรมจำนวน ๓ รุ่น และจะปรับปรุงหลักสูตรให้เหมาะสมต่อไปในปีหน้า นอกจากนั้น ผอ.ชนินทร์ฯ ได้แนะนำด้วยว่า สำหรับ ผู้ที่มาจากสายงานเริ่มต้นจากระดับ ๑ หรือสายงานระดับ ๒ และดำรงตำแหน่งระดับ ๕ ในปัจจุบัน หากกำลังตัดสินใจว่าจะเปลี่ยนสายงานไปสายงานที่เริ่มต้นจากระดับ ๓ หรือไม่ นั้น ขอแนะนำว่า อย่าเปลี่ยนไปสายงาน ๓ โดยเด็ดขาด เพราะนั่นจะทำให้ท่านต้องถูกกักตัวอยู่หลายปีกว่าจะขึ้นไประดับ ๖ นั้น ควรที่จะเลื่อนไประดับ ๖ ก่อน แล้วค่อยหาโอกาสสอบเปลี่ยนงานไปสายงานผู้บริหาร

กรณีผู้ที่จะสอบเปลี่ยนสายงานไปสายงานผู้บริหารนั้น ผอ.ชนินทร์ฯแนะนำว่า สายงานที่น่าไปมากที่สุด คือ สายงานนักบริหารงานทั่วไป เพราะรับได้ทุกวุฒิ และไปได้หลายตำแหน่ง เช่น หัวหน้าสำนักงานปลัดฯ, หน.ส่วน/ผอ.กองวิชาการและแผน, หน.ส่วน/ผอ.กองกิจการสภาฯ และอื่น ๆ อีกหลายส่วนหลายกองที่จะมีการจัดตั้งขึ้น และโดยหลักแล้ว ส่วนราชการที่จัดตั้งขึ้นใหม่นั้น ผู้ที่จะไปดำรงตำแหน่งหัวหน้าส่วนหรือผอ.กองนั้น จะเป็นนักบริหารงานทั่วไป ทั้งสิ้น

สำหรับ ผู้ที่มีตำแหน่งไม่เกื้อกูลหรือสายงานไม่ตรงกันนั้น ได้เข้าไปอบรมเปลี่ยนสายงานแล้ว ปรากฏว่า ติดเงื่อนไขในการเลื่อนระดับที่สูงขึ้น อันเนื่องมาจากเงื่อนไขของวุฒิการศึกษาไม่ตรง หรือสายงานไม่ตรง นั้น ผอ.ชนินทร์ฯแนะนำว่า ให้เขากลับไปสู่ตำแหน่งเดิมดีที่สุด แล้วค่อยขยับขึ้นไปตามสายงานจะดีที่สุด

(๒) การเพิ่มค่าจ้างสำหรับลูกจ้างประจำในอบต.ที่มีลูกจ้างน้อยกว่า ๖ คน
-ผอ.ชนินทร์ฯชี้แจงว่า เนื่องจากที่ผ่านมามีอบต.หลายแห่ง สอบถามว่า กรณีลูกจ้างประจำนั้น สามารถให้เลื่อนขั้นเงินเดือนสองขั้นได้หรือไม่ และควรใช้มาตรฐานเดียวกันกับพนักงานส่วนตำบลหรือไม่ ผอ.ชนินทร์ฯชี้แจงว่า ในกรณีนี้ ตามมติครม.ปี ๒๕๔๘ ได้อนุมัติให้อบต.ใดมีพนักงานส่วนตำบลน้อยกว่า ๖ คน (๑-๕ คน) สามารถเลื่อนขั้นพนักงานส่วนตำบล ๒ ขั้น ปีเว้นปี และสำหรับอบต.ใดมีพนักงานส่วนตำบล ๖ คน สามารถเลื่อนขั้นเงินเดือนพนักงานส่วนตำบล ๒ ขั้นได้ทุกปี (๑ คน) ดังนั้น กรณีของลูกจ้างประจำ ตามหลักเกณฑ์ให้ใช้หลักเกณฑ์ของพนักงานส่วนตำบลโดยอนุโลมอยู่แล้ว ดังนั้น จึงใช้หลักเกณฑ์เดียวกัน แต่ทั้งนี้ ต้องได้รับความเห็นชอบจาก ก.อบต.จังหวัดก่อน

(๓) การสอบคัดเลือกสายงานที่เริ่มต้นจากระดับ ๓
-ผอ.ชนินทร์ฯชี้แจงว่า กรณีที่มีการสอบคัดเลือกเพื่อเปลี่ยนสายงานจากสายงานเริ่มต้นจากระดับ ๑ และระดับ ๒ ไปเป็นสายงานที่เริ่มต้นจากระดับ ๓ นั้น เมื่ออบต.ใดเปิดสอบ พนักงานส่วนตำบลในอบต.อื่นก็สามารถไปสอบได้ แต่เมื่อสอบได้แล้ว อบต.ที่จะขอบรรจุนั้น ต้องเข้าเงื่อนไขของหลักเกณฑ์ในเรื่องดังกล่าวด้วย คือ พนักงานส่วนตำบลที่สอบได้ต้องอยู่ในอบต.นั้น ๆ และอบต.นั้น ต้องมีกรอบตำแหน่งนั้นไว้แล้ว โดยการขอใช้บัญชีจากที่อบต.อื่นเปิดสอบนั้น ไม่ต้องเรียงลำดับที่ได้สอบได้ ทั้งนี้ การขอใช้บัญชีนั้น จะไม่ใช้คำว่า "ขอใช้บัญชีการสอบ" แต่จะใช้คำว่า "ขอรับรองผลการสอบคัดเลือก" ว่า พนักงานส่วนตำบลในสังกัดของอบต.ตนนั้น สอบคัดเลือกในตำแหน่งนั้นจริง ๆ เมื่อได้รับหนังสือรับรองผลการสอบแล้ว ให้นำหนังสือนั้นขอความเห็นชอบต่อก.อบต.จังหวัด เพื่อขอย้ายเปลี่ยนสายงาน ซึ่งจะไม่เหมือนกับการสอบแข่งขันแล้วขอใช้บัญชีการสอบแข่งขัน เป็นคนละกรณีกัน

(๔) กองทุนเงินเดือน/กองทุนค่ารักษาพยาบาล
-ผอ.ชนินทร์ ได้ชี้แจงถึงความกังวลในเรื่องของ เงินเดือนของพนักงานส่วนตำบลหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นทุกประเภท โดยเฉพาะ อบต.และเทศบาลขนาดเล็ก ที่เพิ่มสูงขึ้นทุก ๆ ปี ทำให้เกิดปัญหากับผู้บริหารที่ไม่ต้องการรับข้าราชการส่วนท้องถิ่นที่มีเงิน เดือนสูง ๆ รวมทั้งปัญหาเรื่องเงินค่ารักษาพยาบาลที่หลายแห่งมีปัญหาเบิกจ่ายไม่ได้ เพราะไม่มีเงินจ่ายนั้น กรมส่งเสริมฯมิได้นิ่งนอนใจ ได้ดำเนินการศึกษาวิจัยความเป็นไปได้ที่จะจัดตั้งเป็นกองทุนหรือระบบกงสี ไว้ที่ส่วนกลาง แล้วให้ข้าราชการส่วนท้องถิ่นนั้นเบิกเงินเดือน และค่ารักษาพยาบาลที่ส่วนกลาง ซึ่งหากเป็นไปได้ตามนี้ จะทำให้ผู้บริหารท้องถิ่นจะไม่มีท่าทีรังเกียจข้าราชการส่วนท้องถิ่นที่มี เงินเดือนสูง หรือต้องใช้จ่ายค่ารักษาพยาบาลบ่อย ๆ จึงขอให้รออีกสักนิดหนึ่ง

(๕) ปัญหาการรับโอนข้าราชการประเภทอื่น
-ปัจจุบัน มีปัญหาหารือเข้ามามากเกี่ยวกับการรับโอนข้าราชการประเภทอื่นมาปฏิบัติ หน้าที่ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะข้าราชการสายทหาร ตนก็เป็นทหารไม่ใช่รังเกียจพวกเดียวกัน แต่ต้องการให้ท้องถิ่นนั้น คิดให้ดีว่า การรับโอนข้าราชการทหารมาปฏิบัติหน้าที่ในงานที่เขาไม่เคยทำมาก่อนนั้น หนึ่งจะทำให้เขาไม่ก้าวหน้า เพราะติดเงื่อนไขของหลักเกณฑ์การบริหารงานบุคคล โดยเฉพาะผู้ที่โอนมาเป็นสายงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หรือสายงานเทศกิจ ซึ่งมองผิวเผินแล้ว ทหารดูเหมือนจะทำงานได้ดีหรือเป็นสายงานที่เกื้อกูลกับทหารแต่ข้อเท็จจริง ไม่เป็นเช่นนั้น เพราะทหารไม่เคยปฏิบัติหน้าที่เหล่านั้นมาก่อน ดังนั้นจะทำให้เขาก้าวหน้าช้า และจะอึดอัดกับการทำงาน เนื่องจากมีอายุมาก รวมทั้งในเรื่องของอัตราเงินเดือนที่สูงขึ้น มีอายุราชการมาก (โดยเฉพาะทหารที่อยู่ในพื้นที่พิเศษได้วันทวีคูณ) จะทำให้เกิดปัญหาในเรื่องของบำเหน็จบำนาญ ขณะนี้ สำนักงานข้าราชการพลเรือนได้ติงมาแล้วว่า กรณีข้าราชการประเภทอื่นโอนมาอยู่ อปท.มาก จะทำให้เกิดผลกระทบต่อกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น เพราะ เมื่อข้าราชการเหล่านั้นมีอายุราชการมาก มีอัตราเงินเดือนสูง หากอยู่อปท.ได้สัก ๒ - ๓ ปี ขอลาออกจากราชการหรือขอเกษียณก่อนกำหนดนั้น จะทำให้เกิดผลกระทบอย่างมากต่อ กองทุนบำเหน็จบำนาญที่มีอยู่ จึงขอให้อบต.คิดให้ดีก่อนที่จะรับโอนข้าราชการประเภทมา ต้องมีความจำเป็นจริง ๆ และประโยชน์ที่จะได้รับด้วย ตามหลักเกณฑ์ข้อ ๑๘๐ ซึ่งต้องฝาก ก.อบต.จังหวัดด้วยว่า ควรพิจารณาให้ความเห็นชอบอย่างรอบคอบ แต่หากมีความจำเป็นจริง ควรรับโอนเฉพาะในระดับควบเท่านั้น ไม่ควรรับโอนนอกระดับควบ เพราะมีเงื่อนไขหลายประการที่เป็นประเด็นปัญหาดำเนินการไม่ค่อยถูกต้องกัน มาก.

(๖) เงินประจำตำแหน่ง
-สำหรับเงินประจำตำแหน่ง ผอ.ชนินทร์ฯ ได้ชี้แจงว่า ปัจจุบัน ยังไม่เห็นความแตกต่างระดับ ปลัดอบต./ปลัดเทศบาล ระดับ ๖ กับ ระดับ ๗ เนื่องจากเงินประจำตำแหน่งก็เท่ากัน งานก็เท่ากัน ยกเว้นอินธนูบนบ่าเท่านั้น ที่อาจต่างกัน นอกนั้นไม่มีความแตกต่าง ประกอบกับ หัวหน้าส่วนราชการในตำแหน่งอื่น ๆ ไม่ว่า ๓ ทหารเสือของอบต. อีก ๒ ทหารเสือ คือ หัวหน้าส่วนการคลัง และหัวหน้าส่วนโยธา นั้น ยังน้อยใจกับพวกเราว่า ไม่ได้รับการเหลียวแลหรือไม่ได้รับเงินประจำตำแหน่ง อีกกรมฯก็ต้องคิดหนักเหมือนกัน เพราะหากให้หัวหน้าส่วนฯไปแล้ว หัวหน้าส่วนอื่น ๆ ก็ต้องให้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นหัวหน้าส่วนการศึกษาฯ หัวหน้าส่วนสาธารณสุขฯ เป็นต้น และจะกระทบกับเงินงบประมาณของท้องถิ่นจำนวนมากด้วย แต่ในอนาคต กรมฯกำลังพิจารณาอยู่ว่าจะให้เงินเหล่านี้อย่างไร และอาจจะไม่เรียกเงินประจำตำแหน่ง หรือไม่เรียกว่า เงินวิทยะฐานะ เพราะจะไปขัดกับคำที่ข้าราชการพลเรือน และข้าราชการครูใช้กัน แต่อาจจะเรียกว่า "เงินข้าง ๆ " คือ ไม่ใช่เงินเดือนแต่เป็นเงินที่เคียงข้างมากับตำแหน่ง เพื่อมิให้ข้าราชการประเภทอื่นมีข้อโต้แย้งได้....

(๗) ความคืบหน้าการเข้าสู่ระบบแท่งเงินเดือนของข้าราชการส่วนท้องถิ่น

-เรื่องนี้ ผอ.ชนินทร์ฯได้อธิบายเพิ่มเติมต่อจาก ผอ.ศิริวัฒน์ฯ และให้คำตอบว่า "ทำไมท้องถิ่นจึงไม่ควรเข้าสู่ระบบแท่งเงินเดือน" (ในวันนี้) ผอ.ชนินทร์ฯ ได้ให้เหตุผลว่า วันนี้ ท้องถิ่นยังไม่ควรเข้าสู่ระบบแท่งเงินเดือน หนึ่ง ท้องถิ่นมีหลากหลายยังต้องใช้เวลาทำการศึกษาพอสมควร ซึ่งไม่เหมือนกับ ก.พ.ที่มีการใช้เงินจำนวนมากในการศึกษา แต่ท้องถิ่นไม่มีเงินเพื่อจะศึกษาเรื่องนี้ สองปัญหาของข้าราชการพลเรือนที่เข้าสู่ระบบแท่งเงินเดือนยังไม่ได้รับการ แก้ไขให้อยู่ในสภาพที่ปกติ เช่น ปัจจุบันนี้ ยังไม่สามารถเลื่อนขั้นเงินเดือนได้ ไม่สามารถเลื่อนระดับได้ ไม่สามารถโอน(ย้าย)ไปยังหน่วยงานอื่นได้ เนื่องจากหลักเกณฑ์ ก.พ.ยังไม่แล้วเสร็จ ผอ.ชนินทร์ฯยังได้อธิบายเพิ่มเติมอีกว่า
- การโอน(ย้าย)ระหว่างกันนั้น กรณีวุฒิการศึกษาไม่ตรงกัน ก็โอน(ย้าย)กันไม่ได้ เช่น กรณีเจ้าหน้าที่วิเคราะห์ฯ ก.วุฒิการศึกษารัฐศาสตร์ฯ จะโอน(ย้าย)สับเปลี่ยนกับเจ้าหน้าที่วิเคราะห์ฯ ข. ซึ่งมีวุฒินิติศาสตร์ฯ โอน(ย้าย)กันไม่ได้
- การเลื่อนระดับ ไม่มีการพอกขั้นเงินเดือนเหมือนอดีตหรือเหมือนข้าราชการส่วนท้องถิ่นที่เราใช้อยู่ในปัจจุบัน
- ระบบอาวุโสมีปัญหา เช่น ปัจจุบันที่ใช้อยู่ ระดับ ๖ กับระดับ ๗ ให้มาอยู่แท่งเดียวกัน ยกตัวอย่าง กรณีเจ้าหน้าที่ระดับ ๖ เงินเดือน ๓๐,๐๐๐ บาท หัวหน้าฝ่ายระดับ ๗ เงินเดือน ๒๕,๐๐๐ บาท อดีตอยู่คนละแท่ง ปัจจุบันมาอยู่แท่งเดียวกัน หนึ่งศักดิ์ศรีก็จะเท่ากัน และสอง อยู่มาวันดีคืนดี เจ้าหน้าที่ระดับ ๖ ซึ่งอดีตเป็นลูกน้องของหัวหน้าฝ่ายระดับ ๗ เงินเดือนสูงกว่า มีวุฒิที่จะสามารถเลื่อนตำแหน่งที่สูงขึ้นได้ เนื่องจากเงินเดือนสูงกว่าหัวหน้าฝ่าย กลับได้เลื่อนตำแหน่งเร็วกว่าหัวหน้าฝ่ายและกลับตาลปัตรเป็นลูกน้องเป็นหัว หน้า หัวหน้าเป็นลูกน้อง เป็นต้น ซึ่งก.พ.อยู่ระหว่างการแก้ไข ยังไม่สามารถแก้ไขได้

-สำหรับหลายคนที่เข้าใจผิด ๆ ว่า เมื่อเข้าสู่ระบบแท่งเงินเดือนแล้ว เงินเดือนจะสูงขึ้น จะมีเงินประจำตำแหน่งกันทุกคน โดยเฉพาะสายงานที่เริ่มต้นจากระดับ ๓ นั้น ต้องศึกษาให้ดี ๆ
เวลาก.พ.มาบรรยายหรือประชาสัมพันธ์ ก็จะโฆษณาแต่สิ่งที่ดี ๆ จะไม่โฆษณาเรื่องที่เป็นปัญหา ในเรื่องนี้ หากไปดูให้ดีแล้ว สายงานเริ่มต้นจากระดับ ๓ มีเงินประจำตำแหน่งเฉพาะ สายงานวิชาชีพเดิมเท่านัน เช่น แพทย์ พยาบาลวิชาชีพ วิศวกร เป็นต้น นอกนั้น ไม่ว่า เจ้าหน้าที่วิเคราะห์ฯ นักพัฒนาชุมชน นักวิชาการศึกษา ฯลฯ ไม่มีเงินประจำตำแหน่งอย่างที่เข้าใจ
-ความก้าวหน้า ในระดับแท่งเงินเดือนของก.พ.ปัจจุบัน ได้มีการล็อคไว้หลายล็อค เช่น สายงานที่เริ่มต้นจากระดับ ๒ ที่ปัจจุบันสามารถไปสายงานบริหารได้นั้น ในระดับแท่งปัจจุบันไม่สามารถไปสายงานบริหารได้ทันที ต้องเข้าไปสายงานวิชาการก่อน แล้วจึงไปสายงานอำนวยการ และบริหารได้

นอกจากนั้น ผอ.ชนินทร์ฯ ยังได้อธิบายเพิ่มเติมว่า ระบบแท่งของท้องถิ่น คาดว่า อย่างน้อยต้องใช้เวลาอีก ๒ - ๓ ปี จึงจะสรุปได้ว่าจะเข้าสู่ระบบแท่งหรือไม่ และโดยวิธีใด
ซึ่งของท้องถิ่นนั้นจะไม่เหมือนกับของก.พ.เพราะของก.พ. แท่งบริหารมีอยู่เพียง ๒ แท่ง คือ บริหารระดับต้น และระดับสูง ซึ่งบริหารระดับกลางหายไป โดยตนก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมไม่มีระดับกลาง ทั้งนี้ อดีตที่เป็นระบบพีซีนั้น ก.พ.กลับกำหนดสายบริหารมี บริหารระดับกลางและระดับสูง โดยไม่มีระดับต้น แต่พอเข้าสู่แท่งกลับไม่มีระดับกลาง แต่กลายเป็นระดับกลางแทน สำหรับของท้องถิ่นของเราอาจมีระดับต้นและระดับกลาง กล่าวคือ ระดับต้น หมายถึง ผู้บริหารระดับ ๖ - ๗ เดิม และระดับกลางหมายถึง ระดับ ๘ - ๙ ในปัจจุบัน

ครับ นี่ก็คือบทสรุปของเหตุและผลว่า ทำไมท้องถิ่นถึงไม่ควรเข้าสู่ระบบแท่งเงินเดือน (ในปัจจุบัน)
เพราะปัญหาของ ก.พ.เองยังไม่ไม่ได้ ติดขัดอยู่หลายเรื่อง เราต้องรอให้ ก.พ.ใช้ไปอย่างน้อย ๒ - ๓ ปีก่อน เราจึงจะพิจารณาข้อดี-ข้อเสียแล้วนำมาปรับใช้กับท้องถิ่น ดังเช่นที่ รองฯวสันต์ วรรณวโรทร ได้กล่าวย้ำอยู่บ่อยทุกเวทีที่ไปบรรยายว่า ต้องรอให้ก.พ.ใช้ไปสักระยะหนึ่งก่อน ดังนั้น ก็น่าจะชัดเจนพอสมควรสำหรับเพื่อนข้าราชการส่วนท้องถิ่นหลาย ๆ คนที่จะเป็นข้อมูลว่า จะตัดสินอนาคตของตนอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเลื่อนระดับ การเปลี่ยนสายงาน หรือการโอน(ย้าย) หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์ต่อเพื่อนข้าราชการทุกท่านครับ

เมื่อสัปดาห์ได้แจ้งในเรื่องความคืบหน้าของการจัดโครงการประชุม สัมมนาเชิงวิชาการ เรื่อง "ข้าราชการส่วนท้องถิ่นก้าวต่อไป เพื่อสังคมไทยสันติสุข" จัดโดย สมาคมข้าราชการส่วนตำบลและเทศบาล ที่โรงแรมสตาร์ จังหวัดระยอง ระหว่างวันที่ ๒๓ - ๒๖ มิถุนายน ๒๕๕๒ ว่า ฯพณฯ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี อยู่ระหว่างการตัดสินใจว่า จะสามารถมาเป็นประธานเปิดโครงการนี้ได้หรือไม่ วันนี้ ได้ขอยุติแล้วครับ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง (รองนายกฯ ลำดับที่ ๑) มาเป็นประธานในพิธีเปิดและกล่าวปาฐกถาแทน เนื่องจาก วันที่ ๒๓ มิถุนายน ฯพณฯ ต้องอยู่ร่วมปิดประชุมสมัยวิสามัญ และเตรียมตัวเดินทางไปประเทศจีนในวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๒ จึงไม่สามารถมาเป็นประธานได้ สำหรับภาคบ่ายของวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๒ ฯพณฯ นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (รับผิดชอบงานท้องถิ่น) จะมาพบปะและบรรยายพิเศษ สำหรับวิทยากรที่ลงในตารางการประชุมสัมมนา ไม่ว่าจะเป็น เลขาธิการ ปปท., รศ.ดร.อาจารย์โกวิท พวงงาม รศ.วุฒิสาร ตันไชย ได้รับการยืนยันจาก นายกสมาคมข้าราชการส่วนตำบลและเทศบาล (นายธัญศักดิ์ แสงศรีจันทร์) ว่า ส่วนใหญ่มาครบครับ จึงขอเชิญเพื่อนข้าราชการส่วนท้องถิ่นทุกท่าน หมายรวมถึง พนักงานจ้างทั่วไป พนักงานจ้างตามภารกิจ และลูกจ้างประจำ ได้เข้าร่วมประชุมสัมมนาในครั้งนี้โดยพร้อมเพรียงกัน

สุด ท้าย ก็ฝากเชิญชวนไว้เช่นเคย สำหรับเพื่อนข้าราชการส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะในสังกัดอบต. ได้เข้าร่วมโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง "เทคนิคการบริหารจัดการเลือกตั้งท้องถิ่นอย่างมีคุณภาพ" ระหว่างวันที่ ๑๐ - ๑๑ กรกฏาคม ๒๕๕๒ ณ โรงแรมศิรินาถการ์เด้นท์ ถนนคันคลองชลประทาน ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองฯ จังหวัดเชียงใหม่ จัดโดย สมาพันธ์ข้าราชการและลูกจ้างท้องถิ่นไทย โดยมีวิทยากรมาจาก สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดเชียงใหม่ เป็นวิทยากรหลัก ซึ่งในการฝึกอบรมครั้งนี้ ก็สืบเนื่องจาก อบต.กว่า ๓,๐๐๐ แห่งจะครบวาระการดำรงตำแหน่งในวันที่ ๓๐ กรกฎาคมนี้ ในการจัดการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ปลัดอบต.ในฐานะผู้อำนวยการการเลือกตั้ง มักจะประสบปัญหาในเรื่องของทีมงานที่มีความรู้ความเข้าใจในระบบ ขั้นตอน วิธีการ จัดการเลือกตั้งไม่ชัดเจนทำให้เกิดปัญหาหลายอย่างในการปฏิบัติงานจริง ทำให้ปลัดอบต.จะทำงานหนักมาก เพราะต้องทำหน้าที่ในหลายด้านในช่วงเวลาดังกล่าว การจัดโครงการนี้ขึ้น ก็เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระของปลัดอบต.โดยตรง ดังนั้น จึงขอให้ท่านปลัดอบต.ทั้งหลายได้พิจารณาจัดส่งพนักงานส่วนตำบล หรือ ลูกจ้างประจำ หรือพนักงานจ้าง ที่ท่านจะกำหนดให้เป็นผู้ช่วยเหลืองานของท่านได้เข้าอบรมฯในครั้งนี้ กรณีที่มีเพื่อนปลัดอบต.บางแห่งได้โทรศัพท์มาสอบถามว่า จะส่งเข้าอบรมเกินกว่าที่กำหนดไว้ (๑ - ๓ คน) จะได้หรือไม่ ยินดีมากครับที่เห็นความสำคัญของเรื่องนี้ ซึ่งเป็นดุลยพินิจของท่านกับผู้บริหาร หากผู้บริหารพิจารณาเห็นว่า มีความจำเป็นก็สามารถจัดส่งเข้าอบรมได้ครับ อยู่ที่การเสนอบันทึกรายงานขออนุมัติครับ อีกโครงการหนึ่งก็คือ โครงการประชุมสัมมนา เรื่อง กำหนดนโยบายและหาเสียงอย่างไรให้ปลอดใบเหลือง-แดง กำหนดจัดระหว่างวันที่ ๓ - ๔ กรกฏาคม ๒๕๕๒ ในสถานที่เดียวกัน โครงการนี้จัดทำขึ้น เพื่อแบ่งเบาภาระของปลัดอบต.อีกเช่นกัน ที่ท่านอาจลำบากใจในการชี้แจงข้อกฎหมาย-ระเบียบต่าง ๆ ซึ่งเป็นข้อห้ามสำหรับผู้บริหารหรือสมาชิกสภาอบต.ที่คาดว่าจะลงสมัครรับ เลือกตั้งอีกครั้งหนึ่ง หากท่านชี้แจงตรง ๆ หรือด้วยตนเอง ท่านนายกฯหรือสมาชิกฯ อาจไม่เต็มใจที่จะเชื่อนัก ดังนั้น โครงการนี้จึงต้องการแก้ไขปัญหาดังกล่าว
สำหรับ วันนี้ ลาไปก่อนครับ สวัสดีครับ.
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
พิมพ์
กระโดดไป:  

ข้อสอบ ก.พ.งานราชการ